วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ความจำเป็นในการส่งเสริม ให้เด็กและเยาวชน สนใจต่อการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์

ปัญหาประการหนึ่งของสังคมไทย คือ การที่ประชาชนจำนวนไม่น้อย ขาดความคิดในเชิงเหตุผล มีความเชื่อบางอย่างในลักษณะงมงาย (ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาทางประเพณีและวัฒนธรรม) ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง ชักจูงง่าย คิดไม่เป็น หลอกลวงได้ง่าย และถูกเอารัดเอาเปรียบจากความเชื่อผิดๆ จนทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งชีวิต และทรัพย์สินเงินทองเป็นจำนวนมาก
หนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้ คือ การส่งเสริม ให้เด็กและเยาวชน หันมาให้ความสนใจต่อการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เพราะหลักสำคัญ ของวิชาวิทยาศาสตร์ คือ การมุ่งเน้นการคิดเชิงเหตุผล การทดลองในเชิงประจักษ์ การค้นคว้าหาความจริง และ การสรุปผลที่ สามารถอธิบายได้ อย่างชัดแจ้ง สิ่งเหล่าจะเป็นพื้นฐานให้ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคิด ไม่งมงายต่อความเชื่อที่ไร้สาระ ไม่ถูกชักจูง และหลอกลวงให้เกิดความเสียหายได้ รวมทั้ง ยังสามารถที่จะมีความคิดในเชิงสร้างสรรค์ สร้างผลงานต่างๆ ได้อย่างมากมาย ผลงานในประเทศไทย มีจำนวนไม่น้อยที่เกิดจากความคิด ของเด็กและเยาวชน เพียงแต่ ผู้ใหญ่ในสังคมไทย รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมือง ให้ความสำคัญน้อยมากกว่าที่ควรจะเป็น หน่วยงานที่ทำงานด้านส่งเสริมความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ ก็ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างไม่เต็มที่ ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เป็นเพียงเศษส่วนเล็กๆ ของเงินงบประมาณทั้งประเทศ อาศัยภาคเอกชนเป็นกำลังหลัก ในการส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
อีกหนทางหนึ่ง คือ ผู้ทำหน้าที่ให้การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และ ภาคส่วนต่างๆในสังคมไทย ต้องหันมาให้ความสนใจต่อการส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เลิกอบรม สั่งสอน ความเชื่อผิดๆ ความเชื่อที่งมงาย ไร้สาระ ไร้เหตุผล กันเสียที อย่าให้ประชาชนในประเทศของเราต้อง ฉลาดน้อยลงไปกว่านี้อีกเลย เพราะที่ผ่านมาประเทศของเรา เกิดความเสียหาย จากความไม่รู้ จากการคิดอย่างไร้เหตุผล ความงมงายต่อความเชื่อผิดๆ และความมิจฉาทิฐิ ที่ปฏิเสธความเชื่อจากสิ่งที่มีเหตุผล รวมทั้งการไม่ยึดมั่นในหลักธรรม
สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะมีทางออกที่ดีได้อย่างแน่นอน ถ้า คนไทยทั้งประเทศ รู้จักที่จะ คิดเป็น
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
ชมรมคลังปัญญา

วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553

โครงการเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในโรงเรียน

ปัญหาที่หนักอกของผู้ใหญ่ในเวลานี้ คือ เด็กและเยาวชนของเราต่างมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปในทางเสื่อมเสียมากๆ จะโทษเด็กเสียทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะสังคมไทยของเรามีผู้ใหญ่ที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีอยู่มากมาย ปัญหาจึงมีอยู่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้เด็กและเยาวชน ไม่ประพฤติปฏิบัติตามผู้ใหญ่ที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเหล่านั้น ทางออกของปัญหานี้ อยู่ที่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และโรงเรียน ที่จะคอย พัฒนาความรู้ ความสามารถ พัฒนาสติปัญญา และ พัฒนาพฤติกรรมในอย่างที่เราอยากให้เป็น โครงการเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในโรงเรียน จึงเป็นคำตอบของปัญหานี้ สิ่งสำคัญอยู่ที่โครงการนี้จะทำจริงจังแค่ไหน หรือเพียงแค่ทำตามนโยบายของกระทรวงศึกษา ของนักคิด นักการศึกษา ที่ออกแบบมา แต่ไม่ได้ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ผลที่คาดหวังก็จะเกิดเป็นจริงเป็นจังได้ยากเย็น โครงการเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในโรงเรียน จึงเป็นความหวังที่จะทำให้สังคมไทย ได้พลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต ดังนั้น ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญ และกำหนดเป็นนโยบายหลักของประเทศ และต้องสนับสนุนอย่างเต็มที่ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู และผู้ใหญ่ทั้งหลาย ในบ้านเมืองนี้ ต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ตราบใดที่เรายังมีต้นแบบแย่ๆ มีตัวอย่างที่สร้างปัญหาให้กับสังคมไทย เราก็ไม่อาจพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่ดีในอนาคตได้ มาช่วยกันเถิดครับ สังคมไทยจะดีขึ้นอย่างแน่นอน
ด้วยความปรารถนาดีในธรรม
จาก นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มธรรมรักษ์
ตู้ ปณ.๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐

๗๘ ปี ประชาธิปไตยไทย คนไทยยังไร้สิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง

หากจะกล่าวว่า ช่วงเวลา ๗๘ ปี ของอายุคน นั้นนับว่านานมากทีเดียว แต่ถ้ามองเรื่อง พัฒนาการทางการเมือง เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในโลกนี้ ถือได้ว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทย นั้นยังเพียงเริ่มมีพัฒนาการเท่านั้น ยังไม่ถือว่า เป็นประชาธิปไตยโดยแท้ สาเหตุหลักที่แท้จริงของปัญหาการพัฒนาการทางการเมือง คือ คุณภาพของพลเมืองไทย ทั้งเรื่องการศึกษา แนวคิด และค่านิยม อันเป็นจุดที่คอยฉุดรั้ง ไม่ให้ ประชาธิปไตยไปไกลกว่านี้ โดยเฉพาะการที่ นักการเมือง ข้าราชการ ที่มีความสำนึกในหน้าที่ ต่อบ้านเมืองมีน้อยมาก (หากเปรียบเทียบกับ นักการเมือง และข้าราชการที่ปฏิบัติไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่ ไม่ทำประโยชน์ต่อบ้านเมืองโดยหวังแต่ผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องนับว่ามีมากมายนัก)
เราต้องยอมรับความจริงว่า สังคมไทย มีนักการเมือง และข้าราชการที่ นอกจากไม่สำนึกต่อหน้าที่แล้ว ยังใช้อำนาจหน้าที่ ไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง และพวกพ้อง นั้นมีเป็นจำนวนมาก โดยมักอ้างการทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนอยู่เสมอ เรามักจะโทษแต่ประชาชนว่า ไร้สติปัญญา ไร้ความคิด ชักจูงง่าย และเอาประโยชน์เพียงเล็กน้อยมาเป็นเหยื่อล่อ (ดูจากผลการเลือกตั้ง การซื้อสิทธิ์ ขายเสียง) ก็ได้คะแนนสนับสนุนแล้ว
ซึ่งหากเราจะกล่าวโทษกันจริงๆ ก็ต้องไปกล่าวโทษ ระบบการศึกษาของไทย ทั้งๆ ที่ระบบการศึกษาไทย มีพัฒนาการมามากกว่า ร้อยปี แต่ทำไม ความฉลาด มีสติปัญญา คิดเองได้ และเป็นตัวของตัวเอง มีไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประชากรของประเทศ ระบบการศึกษาไทย ที่ครอบงำ มายาคติ แม้แต่นักการศึกษา ซึ่งมีหน้าที่สร้างภูมิปัญญาให้สังคม ยังคิดไม่ได้เลย ทุกวันนี้ นักการศึกษา มองแต่เรื่องผลประโยชน์ของตนเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงบประมาณ การแย่งชิง เงินค่าวิทยฐานะ สร้างผลงานทางการศึกษา กันอย่างมากมาย แต่กลับมีคุณภาพของเด็ก และเยาวชนที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ อย่าเอาเยาวชน ที่สร้างผลงานทางวิชาการ ไปแข่งขันในเวทีต่างๆ แล้วชนะ หรือ เด็กที่เป็นเลิศทางวิชาการ มาอ้างเลย เพราะมันเทียบจำนวนไม่ได้ กับเด็ก ที่มีคุณภาพต่ำ เกเร ไม่สนใจการเรียน ติดเกมส์ มั่วสุม สร้างปัญหาให้พ่อแม่ รวมทั้ง ท้องตั้งแต่ยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ (ดูจากข่าว การแอบทำแท้งก็ได้) ว่ามันมากมายสักเพียงใด
สังคมไทยมักจะหาคำตอบ โดยการถามว่า ใครต้องรับผิดชอบ ใครมีหน้าที่ในการแก้ปัญหา ทั้งๆที่ ปัญหานี้ เป็นหน้าของประชาชนไทยทุกคน ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง ทุกคนต้องมีจุดเริ่มต้น ที่ต้องคิดว่า ต้องทำดีเพื่อตนเอง และเพื่อบ้านเมือง และไม่สร้างปัญหาให้สังคมต้องเดือดร้อน ถ้าคนไทยคิดดีได้ ทุกอย่างก็จะตามมาเอง เมื่อคนคิดดีไม่ได้ ปัญหาจึงมีอยู่ตลอดไป
ดังนั้น การที่ประเทศไทย จะมีประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ไม่ได้หมายความว่า คนไทยต้อง ฉลาดล้ำ เท่าชาติตะวันตก เราคิดเองได้ การมีประชาธิปไตยที่แท้จริง คือ การส่งเสริมให้คนไทย รู้จักคิดที่จะทำความดี ละเว้นที่จะกระทำความชั่วร้าย ทั้งหลายทั้งปวง การอ้าง ว่า คนนั้นเขาทำผิดยังไม่เป็นอะไรเลย นั้นแหละ คือการคัดลอก พฤติกรรมของความเลวร้ายไว้แล้ว การทำชั่ว แล้วจับได้ไล่ไม่ทัน คนไทยจึงชอบเรียนแบบ ชอบที่จะกระทำตาม หากเปรียบได้กับ ไวรัสตัวร้าย ที่จะคัดลอกตัวเอง แล้วขยายไปอย่างรวดเร็ว และยากที่จะกำจัด ใครก็ตามที่กระทำผิด แล้วไม่สามารถได้รับการลงโทษ มักจะได้รับการกล่าวว่า เป็นคนเก่ง เป็นคนมีความสามารถ ที่ยุคหนึ่ง มีผู้นำระดับประเทศ กล่าวว่า ถ้าคิดว่าทำผิด ก็ไปหาใบเสร็จมา ฟังแล้วดูน่าเศร้าใจ ขนาดผู้ที่ต้องดูแลบ้านเมืองยังคิดได้ขนาดนี้ แล้วคนในสังคมไทยจะคิดไม่ได้อย่างไรกัน
สิ่งที่อย่างเรียกร้อง มากกว่า ประชาธิปไตยเต็มใบ (ที่เรามักเรียกร้องกัน) คือ จิตสำนึกแห่งการทำความดี จิตสำนึกต่อการทำเพื่อบ้านเมือง หากสองสิ่งนี้เกิดได้ ในสมองของคนไทย ประชาธิปไตยเต็มใน นั้นเป็นเรื่อง ง่ายมากๆๆ อย่างแท้จริง
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
ชมรมคลังปัญญา
ตู้ ปณ.๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐

สังคมไทยป่วยไข้ เพราะไม่รู้จักใช้ยาดี

ผมว่าเป็นปัญหาที่หนักมากๆ จริงๆ เป็นปัญหาที่มาพร้อมกับความเจริญทางเทคโนโลยี แต่เป็นปัญหาของคนที่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน (เทคโนโลยีที่เหมาะสม) ยิ่งเจริญมาก มนุษย์กลับยิ่งเสือมทรามลงมาก ดูตัวอย่าง เช่น สังคมในอเมริกา ที่มีความเจริญระดับผู้นำของโลก แต่กลับมีสถิติ การทำแท้งสูงอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน (จะว่าเป็นที่หนึ่งก็คงไม่ผิดนัก) ประเทศไทยของเรากำลังวิ่งตามก้นอเมริกาไปติดๆ ปัญหาสำคัญมาจากจุดเริ่มต้นที่ครอบครัว (ครอบครัวอีกแล้ว) ถึงรัฐจะเข้มงวด จับกุม ห้ามปรามเท่าใด ผมคิดว่าปัญหาคงไม่ลดลง การเยียวยาสังคมจึงจำเป็นมาก เพราะสังคมป่วยไข้ คนไทยจึงมีแต่ความทุกข์ ยาดีที่สุดคือ หลักธรรมในการดำเนินชีวิต จะเป็นยาดีที่รักษาแล้วหายขาด ปัญหามีจึงมีอยู่ว่า จะทำอย่างไรให้คนไทย (ที่ป่วยไข้ทางสังคม) ยอมที่จะกินยาดีนี้ แม้จะเป็นยาขมสำหรับหลายๆ คน ก็ต้องให้กินให้ได้ (หรืออาจต้องใช้การฉีดเข้าเส้น : การรณรงค์ในหลักธรรมอย่างจริงจัง) หากสังคมของคนไทยส่วนใหญ่ยึดถือหลักธรรม (อย่างแท้จริง) ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามจำนวนน้อยก็จะคล้อยตามเข้ามาเอง แต่ในความเป็นจริง คนไทยส่วนใหญ่ละเลยกินยาดีนี้ หันไปกินยาฝรั่ง กินจนจะกลายเป็นบ้ากันไปหมด
สรุปว่า การรณรงค์ให้คนไทยมาใส่ใจใน หลักธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นความจำเป็นอันดับแรก อย่าเพียงเป็นชาวพุทธเฉพาะรูปแบบ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในบ้านเมือง มีงานเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จัดงานใหญ่โต หมดเงินหมดทองมหาศาล กราบไหว้ เวียนเทียนกันอย่างมโหฬาร แต่ในที่สุดก็โกงบ้านโกงเมืองกันสนั่นแตก ดูในสภาซิครับ จะมีตัวอย่างของชาวพุทธแท้สักกี่คน ใช้ปิยะวาจา ให้เด็กๆ ดูกัน อย่างน่าอายที่สุด แล้วอย่างนี้สังคมไทยจะหายป่วยไข้ได้อย่างไรกัน เพราะผู้ใหญ่ของบ้านเมืองยังไม่ยอมที่จะกินยาดีกันเลย ต้องรอให้สังคมไทยเป็นมะเร็งในที่สุดนั่นแหละ จะได้เผากันเสียที เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้
ด้วยความปรารถนาดีในธรรม
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มธรรมรักษ์
ปล. ผมอาจแสดงความคิดเห็นที่แรงไปบ้าง ต้องขอประทานอภัย แต่สิ่งนี้ก็คือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ผมอยากเห็นคนไทยใส่ใจในหลักธรรม ปัญหาต่างๆ มากมาย ก็จะผ่อนคลายไปในที่สุดครับ

วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

คติเพื่อความเจริญแก่ตนเอง และเพื่อให้สังคมเป็นสุข

ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด อดทน
ทั้ง สี่ ประการนี้ เกี่ยวของกัน จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้
มนุษย์เราถ้าขยันมากๆ ทำอย่างเต็มที่ แต่ไม่ซื่อสัตย์ ความขยันนี้จะไม่มีประโยชน์อะไรแก่ตนเองเลย
ถ้าซื่อสัตย์และขยัน แต่ขาดความรู้จักประหยัด ก็จะต้องพบปัญหาอีกในที่สุด หามาเท่าใดใช้หมด มีเท่าใดก็ใช้แบบไม่สงวนรักษาในไม่ช้า ความวอดวายก็จะมาถึง ยกตัวอย่าง เราตัดไม้ทำลายป่า อย่างบ้าคลั่ง ในที่สุด หายนะก็มาเยือน
เมื่อมีทั้ง สามประการ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด แต่ไม่อดทน ก็อีกนั่นแหละ มีพร้อมบริบูรณ์ แต่ใจร้อน ไม่อดทนต่อความทุกข์ยาก ไม่มีความพยายามที่จะทนต่อปัญหาต่างๆได้ ใช้อารมณ์เป็นเครื่องชี้นำ ในที่สุด ชีวิตก็ต้องพบภัยวิบัติ มีตัวอย่างให้เห็นเยอะ ลองหาดู
สรุปได้ว่า คติทั้ง สี่ เกี่ยวเนื่องกัน จะขาดอย่างใดอย่าง หนึ่งไม่ได้ ถ้าผู้คนในสังคมยึดหลักนี้ ผมรับรองได้ว่า ปัญหา เผาบ้าน เผาเมืองจะไม่เกิดขึ้น คนใหญ่คนโต ของประเทศ ก็ไม่ต้อง ระเหเร่รอน กลับมานอนบ้านตัวเองก็ไม่ได้ ไม่ต้องถูกประณามว่า มีแล้วไม่รู้จักพอ โลภมาก ในที่สุด ก็มอดม้วย มรณานต์
เอวังก็มีด้วยประการ ฉะนี้
นายรักษ์ ปริกทอง
ด้วยความปรารถนาดีในธรรม
กลุ่มธรรมรักษ์
ตู้ ปณ.๑๒ ปณ. บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๙.๓๔ น.

วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553

ปัญหาที่จะตามมาหลังน้ำลด

จากเหตุการณ์น้ำท่วมในหลายจังหวัดที่ผ่านมา ท่านทั้งหลายคงจะทราบแล้วว่า นอกจะเป็นการเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ แต่การกระทำของมนุษย์ก็มีส่วนที่ทำให้ความเสียหายรุนแรงมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะการทำลายธรรมชาติ การบุกลุกพื้นที่ลำน้ำไหลผ่าน การสร้างสิ่งก่อสร้างขวางลำน้ำที่ไม่มีความสมดุล (ไม่ใช่ต่อต้านว่าไม่ควรสร้าง แต่การสร้างที่ขาดความสมดุลกับธรรมชาติ การสร้างที่ขาดการพิจารณาผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม) สิ่งเหล่านี้ล้วนนำภัยพิบัติอย่างใหญ่หลวงมาที่ไม่อาจประเมินค่าได้ หากจะกล่าวว่า ธรรมชาติก็เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไร ประชาชนก็ไม่ได้วิตกอะไร ซ้ำยังสามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงในฤดูการต่างๆได้เป็นอย่างดี แต่เมื่อความเจริญเกิดขึ้น ความโลภและเห็นแก่ตัวของมวลมนุษย์ กลับเป็นผู้ถูกธรรมชาติลงโทษ และถึงขั้นร้ายแรง บางรายแทบเรียกได้ว่า หมดตัว สิ่งที่แสวงหามาทั้งชีวิต สูญไปเพียงชั่วข้ามคืน การกล่าวเช่นนี้ไม่ได้เป็นการซ้ำเติม หรือกล่าวโดยที่ตนเองไม่ได้รับผลกระทบ ความจริงแล้วการเตรียมการป้องกัน โดยคำนึงถึงธรรมชาติ จำเป็นอย่างยิ่ง หลายพื้นที่เป็นจุดที่น้ำท่วมซ้ำซาก กลับไม่มีการเตรียมการอะไรเลย แม้ว่าเหตุการณ์จะผ่านไปแล้ว แต่ปัญหาที่ตามมาหลังน้ำลดยังมีอีกมากมายนัก จึงอยากแนะนำ และท้วงติงไว้เสียก่อน แต่หากไม่สามารถแก้ไขอะไรเลยได้ ก็ถือเป็นกรรมก็แล้วกัน ดังนี้
๑. โรคภัยที่มากับน้ำ เตรียมการรักษา เตรียมป้องกันอาการต่างๆที่จะเกิดขึ้นอย่ารอให้เจ็บป่วยแล้วค่อยรักษา เพราะถ้าพิจารณาให้ดี มีแต่เสียกับเสีย ป้องกันก่อนเกิดโรค รักษาตั้งแต่เริ่มต้น อาการหนักจากความเจ็บป่วยจะลดลง
๒. เหลือบ และ ผีดูดเลือด ในคราบของมนุษย์ จะคอยแสวงหาโอกาส จากของบริจาค เงินงบประมาณที่ทุ่มลงไปในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย คนเขาเดือดร้อนแล้วยังไปซ้ำเติม รับรองได้ว่าคนเหล่านี้ จะไม่มีทางได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีกอย่างแน่นอน อย่างดีก็จะไปเกิดแถว แอฟริกา หรือที่อื่นๆ ที่มีแต่สภาพของความเลวร้าย นี่แหละบทลงโทษที่มวลมนุษย์ได้รับ
๓. สิ่งของเครื่องใช้ที่หมดสภาพการใช้งาน เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ จะถูกย้อมแมวออกมาขาย จะซื้อหาของใช้มือสอง ก็ต้องพิจารณากันให้ดี
ความจริงยังมีปัญหาที่ตามมาอีกมากมาย เช่น ไม่มีเงิน ไม่มีงาน ที่ซ้ำร้ายไม่มีอาหารประทังชีวิต (ไม่มีใครให้กินฟรีไปได้ตลอด) ความอดอยาก ความทุกข์ยากอีกนานับไม่ท้วนจะตามมา ปล่อยให้นักการเมืองเขา แย่งกัน กัดกินประเทศไทยต่อไป ความหายนะจะตามมาในไม่ช้า
เพราะนี่คือความจริงที่จะต้องเกิดขึ้น เราเตือนคุณแล้ว คอยดูกันต่อไป หนังยังไม่จบ สวัสดี

วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553

ข้าราชการทุจริตคือผู้บ่อนทำลายชาติ

หากจะกล่าวว่า ข้าราชการ คือ ผู้ทรงเกียรติ เป็นข้าของแผ่นดิน เป็นข้าของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่พระองค์ทรงมอบภารกิจในการให้ทำหน้าที่บำบัดทุกข์บำรุงของประชาชน ความภาคภูมิใจนี้ล้วนได้รับการยกย่อง ส่งเสริม ให้ได้รับความเคารพจากประชาชนโดยทั่วไป เมื่อข้าราชการเป็นที่พึ่งให้ประชาชนได้ ประชาชนย่อมได้รับความสุข และก็จะนำไปสู่เจริญยิ่งๆ ขึ้นไป
แต่ทุกวันนี้ บ้านเมืองของเรา ล้วนแต่มีความทุกข์อยู่มากมาย เต็มแผ่นดิน สาเหตุมาจาก ความด้อยคุณภาพของประชาชนในสังคม ความไร้ระเบียบวินัย ความเห็นแก่ตัว ความโลภมาก และ ความชั่วร้ายที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจ ดูจากข่าวที่ปรากฏในสื่อต่างๆ จะพบว่า มีการทำร้ายกันด้วยรูปแบบต่างๆ การเอารัดเอาเปรียบประชาชนในเชิงนโยบาย การออกกฎระเบียบต่างๆ ที่ขาดความชอบธรรม การนำงบประมาณของแผ่นดินไปใช้อย่างไม่คุ้มค่า สุรุ่ยสุร่าย โครงการต่างๆจำนวนไม่น้อย ที่มีการทุจริตในรูปแบบต่างๆ สิ่งเหล่านี้นอกจากสร้างความทุกข์ให้ประชาชนโดยทั่วไปแล้ว ยังเป็นการล้างผลาญ ภาษีของประชาชน อย่างน่าละอายที่สุด ข้าราชการเหล่านี้ นอกจากจะไร้จิตสำนึกในหน้าที่ ยังถือได้ว่า คือผู้บ่อนทำลายชาติ หากเป็นสมัยโบราณ ก็ต้องนำตัวไปบั่นหัวให้หมด แต่พอมาถึงในยุคปัจจุบัน มีการอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชน อ้างเรื่องความโหดร้ายในการลงโทษ (ผู้กระทำผิด) จึงทำให้คนชั่วทั้งหลาย ขาดความเกรงกลัวต่อบทลงโทษที่มีอยู่ ระบบกฎหมายในปัจจุบัน ไม่สามารถความคุมความประพฤติของคนในสังคมได้ นี่คือต้นเหตุแห่งการนำไปสู่ การสร้างแรงจูงใจให้ มีการประพฤติผิดในหน้าที่ การปฏิบัติทุจริตต่อบ้านเมือง
ทางออกในเรื่องนี้ นอกจากการสร้างจิตสำนึกในหน้าที่ (ซึ่งคงเป็นการยาก สำหรับข้าราชการ ที่มีพฤติกรรมชั่วร้าย) ควรมีการเพิ่มบทลงโทษต่อผู้กระทำผิด เช่น การให้ออกจากราชการสถานเดียว ถ้ากระทำผิดในทางทุจริต (แต่ต้องมีการตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้งหรือการใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์) การจำคุก ในกรณีที่กระทำผิดร้ายแรง และไม่ควรลดโทษ และต้องได้รับโทษสูงกว่าประชนโดยทั่วไป
เชื่อได้ว่า ข้าราชการที่คิดจะกระทำผิด คงต้องตระหนักให้ดีมากขึ้น ความเกรงกลัวต่อบทลงโทษ ย่อมส่งผลต่อการไม่ประพฤติผิดในหน้าที่ และควรเพิ่มค่าตอบแทน และรางวัลต่อข้าราชการที่ดำรงตนเป็นตัวอย่าง ข้าราชการที่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ และข้าราชการที่ทำคุณความดีต่อบ้านเมือง ข้าราชการที่มีพฤติกรรมชั่วร้าย ก็จะหมดไปในที่สุด บ้านเมืองเราก็จะมีแต่ความสุข
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
ชมรมคลังปัญญา

วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553

โครงการปฏิรูปประเทศไทย ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งในสังคมไทย

เรื่องร้อนแรงสำหรับสังคมไทยในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องการปฏิรูปประเทศไทย แม้ว่ารัฐบาลจะมีความพยายามและตั้งใจที่จะเดินหน้าโครงการดังกล่าว แต่กระแสต่อต้านก็ยังคงมองว่า เป็นเกมส์ทางการเมืองของรัฐบาลที่จะพยายามยืดอายุการบริหารประเทศให้มากที่สุด พร้อมทั้งสำทับว่าเป็นการปูทางหาเสียงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในอนาคต แต่ไม่ว่าจะมองในมุมลบ หรือมุมบวก สิ่งสำคัญคงอยู่ในประเด็นที่ว่า โครงการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้หรือไม่ ประชาชนในส่วนต่างๆ ของสังคมจะเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศไทยได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าการเดินหน้าโดยรัฐบาลฝ่ายเดียว เมื่อมีเวทีให้แสดงความคิดเห็น ทำไมถึงไม่ใช้โอกาสนี้ กลับไปยืนตะโกนด่าทออยู่นอกเวที การปฏิรูปประเทศไทยก็คงเกิดขึ้นไม่ได้ สิ่งจำเป็นคือ
๑.รัฐบาลต้องตั้งโต๊ะให้แต่ละกลุ่มปัญหา ส่งตัวแทนเข้ามาในแต่ละเรื่อง
๒.นำมาเรียงลำดับความสำคัญ แยกแต่ละปัญหาออกเป็นกลุ่ม (ในส่วนที่เกี่ยวข้องกัน)
๓.ตั้งเวทีเสวนาอย่างจริงจัง ส่งผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหา โดยเฉพาะจากภาครัฐ เข้ามาร่วมรับฟังความคิดเห็นและแนวทางการแก้ไข
๔.เมื่อได้ทางออก จัดทำเป็นข้อมูล และวางแผนการแก้ไข ตามระยะเวลาที่กำหนด
๕.ประชาชนที่ร่วมแสดงความคิดเห็น ทำการประเมินผลและติดตาม การแก้ปัญหาดังกล่าวในแต่ละเรื่อง ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าปฏิรูปบ้านเมืองอย่างที่อวดอ้างไว้หรือไม่
หากรัฐบาลเดินหน้าตามแนวทางดังกล่าว เชื่อได้ว่าปัญหาต่างๆ รวมทั้งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจะลดความร้อนแรงลงในที่สุด เพราะเป็นการแก้ไขที่รากฐานของปัญหาอย่างแท้จริง นอกเสียจากรัฐบาลจะทำเพียงลิเกหน้าโรง พอเลิกวิก ก็บ้านใครบ้านมัน การปฏิรูปประเทศไทยก็คงเป็นเรื่องตลกหลอกลวงประชาชนไปวันๆ ผลที่รัฐบาลทำไม่สำเร็จไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ต่อไปก็ไม่ต้องมาอ้างโน่นอ้างนี่ให้เสียเวลา ปล่อยให้คนที่เขามีความสามารถบริหารบ้านเมือง เข้ามาทำหน้าที่ ก็แล้วกัน
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มประสานงานเพื่อการพัฒนาชุมน

ช่วยกันแบ่งปันความสุข เพื่อให้สังคมมนุษย์ ปลอดจากความทุกข์

แม้ธรรมชาติจะกำหนดให้มีทั้งความทุกข์และความสุข แต่เมื่อใดที่ความทุกข์เข้ามาเยือน ตัวเรากลับแทบจะทนต่อไปไม่ได้ บางคนถึงกลับตัดสินใจที่จะยอมตายเพื่อพ้นจากความทุกข์นั้น แต่ในความเป็นจริงก็ไม่อาจพ้นจากความทุกข์ได้ จนกว่าจะพบทางสว่างแห่งปัญญาที่พระพุทธองค์ทรงชี้ทางไว้ แต่เมื่อเราเป็นเพียงปุถุชนธรรมดา ที่ยังมีความอยากได้ อยากมี อยากเป็น เราก็สามารถที่จะล่วงจากความทุกข์นั้นได้ อยู่ที่ว่าเราได้เคยมองคนอื่นมากกว่าตัวเราเองหรือไม่ หากเราพิจารณาอย่างไตร่ตรอง จะพบว่า คนอื่นๆ ที่มีความทุกมากกว่าเรานั้นมากมายเต็มแผ่นดิน เขาเหล่านั้นมีความทุกข์กว่าเราหลายเท่า แต่เขาก็พยายามที่จะมีชีวิตอยู่ เขาพยายามที่จะก้าวข้ามอุปสรรคนานั้นๆให้ผ่านพ้นไปได้ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ เรายังอาจที่จะมีความสุขได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราคิดที่จะสู้เพื่อมีชีวิตอยู่หรือไม่ ความทุกข์นั้นคู่กับความสุข ไม่อาจแยกกันได้ ขอเพียงเรามีชีวิตอยู่อย่างเข้าใจ แล้วอยู่เพื่อแบ่งปันความสุขให้แก่ผู้อื่น และไม่สร้างความทุกข์ให้ใครๆ ตัวเรานั้นก็จะพบแต่ความสุขตลอดไป
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มธรรมรักษ์

วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553

ข้าราชการคือต้นเหตุที่ทำให้เมืองไทยมีปัญหา

หากจะกล่าวว่า ข้าราชการ คือกลไกของรัฐที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า แต่การขับเคลื่อนประเทศไทยที่ผ่านมาไม่อาจเป็นไปได้อย่างที่ควรจะเป็น ปัญหาต่างๆ ในสังคมไทยมีมากมาย ผู้ที่มีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้น ก็หาได้มีจิตสำนึกต่อหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาต่างๆให้คลี่คลายไม่ คิดแต่จะแสวงหาประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง บนพื้นฐานของปัญหา พูดง่ายๆ ก็คือแทนที่จะแก้ไขปัญหา กับใช้ความสามารถในการคดโกงทุกรูปแบบ และสร้างปัญหาให้พอกพูนมากขึ้น เราต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมา ข้าราชการไทยมีการทุจริต คอรัปชั่น คดโกงทุกรูปแบบตลอดมา ที่จับได้ไล่ทันมีนิดน้อย ที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทันมีอีกมากมายนัก คำพูดที่ว่าไปหาใบเสร็จมา (หาหลักฐานในการโกง) นั้นมันยากเย็นแสนเข็น หากสมมุติว่า ข้าราชการไทยซื่อสัตย์ ไม่คดโกง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง (เป็นส่วนมาก) ประเทศไทยของเราคงจะเจริญก้าวหน้ากว่านี้มากมายนัก การโทษมักการเมืองว่าทุจริต คอรัปชั่น ขอถามกลับว่า ถ้าข้าราชการไม่ให้ความร่วมมือ นักการเมืองขี้โกงทั้งหลายจะทำอะไรได้ แต่ที่ผ่านมา ทั้งร่วมมือ ทั้งสนับสนุน ทั้งลงมือกระทำการคดโกงด้วยตนเองทั้งสิ้น บอกได้เลยว่า โกงกันเกือบทุกหน่วยงาน ทางออกของปัญหานี้อยู่ที่จิตสำนึก หากข้าราชการ (เป็นส่วนมาก) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยซื่อสัตย์ ไม่คดโกง ไม่เห็นแก่พวกพ้อง เอาความถูกต้องเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติงานตามหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ (มากกว่าการทำเพื่อประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม) รับรองได้เลยว่า ไม่ว่าปัญหานั้นจะยากเย็นสักเพียงใดก็จะสามารถแก้ไขได้ในที่สุด นอกเสียจากว่า ข้าราชการทั้งหลาย ไม่ใช่ข้าของราชการ ไม่ใช่ ข้าของแผ่นดิน เป็นแต่เพียงตัวเหลือบ เป็นเห็บของสังคมไทย ที่จะคอยเอาแต่ดูดเลือด หาได้มีคุณค่าต่อสังคมไม่ หากสังคมไทยยังปล่อยให้ เหลือบ และเห็บของสังคมแพร่พันธุ์มากยิ่งๆ ขึ้นไป สังคมไทยก็ยังคงต้องพบกับปัญหาต่างๆ ตลอดไปไม่มีวันจบสิ้น เลิกทำตัวเป็น เหลือบและเห็บของสังคมเสียที เพื่อสังคมไทยจะได้เจริญก้าวหน้าไปมากกว่านี้
ด้วยความปรารถนาดีจาก
กลุ่มประสานงานเพื่อการพัฒนาชุมชน
ตู้ ปณ.๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐

วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553

บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล

จากเหตุการณ์ชุมนุมของชาวเสื้อแดง จนกระทั่งเกิดการปะทะ ระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาล ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ รวมทั้งยังปล่อยให้เหตุการณ์ยืดเยื้อไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด ปัญหาความไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาล ปัญหาการไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเฉาะผู้นำในกองทัพ ไม่อาจใช้ความรู้ความสามารถ รวมทั้งเครื่องมือ กลไกของรัฐเข้ามาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ประชาชนเสียภาษี และงบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับบุคคลเหล่านี้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำงานให้คุ้มค่ากับสิ่งตอบแทนที่เขาเหล่านั้นได้รับ ความกล้าๆกลัวๆทำให้ตัดสินใจอะไรเด็ดขาดไม่ได้ ปล่อยให้ผู้ชุมนุมเหิมเกริม ทำตามอำเภอใจ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การอ้างสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุม โดยการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนให้กับบ้านเมือง ถูกต้องแล้วหรือ หากปล่อยอย่างนี้ต่อไป ก็จะทวีความรุนแรงและเสียหายมากขึ้น สำนวนที่ว่า ตัดไฟแต่ต้นลม นำมาใช้ในกรณีนี้ไม่ได้ (เพราะไม่รู้วิธีที่จะใช้ ทั้งๆที่มีสมองดีๆอยู่ในรัฐบาล และกองทัพตั้งมากมาย แต่ก็ล้วนเป็น อัมพฤกษ์ อัมพาต กันไปหมด) ความจริงการใช้กำลังกองทัพที่มีอยู่ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการใช้กำลัง กับประชาชน แต่การใช้กำลังของกองทัพ ต้องใช้ในเชิงยุทธวิธี ที่สามารถแยกมวลชนออกจากกัน ละลายความเข้มแข็งของผู้ชุมนุม ซึ่งมีอยู่ตั้งหลายวิธี การใช้ลวดหนามวางให้รอบบริเวณผู้ชุมนุม เป็นชั้นๆ การไม่ให้เจ้าหน้าที่ประชิดผู้ชุมนุม การบล็อกผู้ชุมนุมออกเป็นส่วนๆ ลดพื้นที่การรวมตัวของผู้ชุมนุม จะทำให้การจัดการง่ายขึ้น การเตรียมสถานที่สำหรับการขนย้ายผู้ชุมนุมออกจากบริเวณที่ชุมนุม ได้มีการวางแผนและเตรียมการไว้หรือไม่ พอผู้ชุมนุมรุก เจ้าหน้ารัฐก็ถอยร่น โดยอ้างว่ากลัวจะเกิดความรุนแรง แสดงให้เห็นว่าเจ้าที่รัฐไม่อาจตรึงพื้นที่ที่สำคัญได้ มีการยิงระเบิดชนิดต่างๆเข้าไปทำเนียบรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของเจ้าหน้าที่รัฐ และกองทัพ ขนาดพื้นที่เล็กๆเท่านี้ยังไม่อาจรักษาได้ จะมีปัญญาอะไรไปปกป้องประเทศ ประชาชนฝากชีวิตไว้กับคนไร้ประสิทธิภาพอย่างนี้ ถือได้ว่า ประชาชนชาวไทยมีโชคชะตาที่แย่สุดๆ บทสุปก็คือ หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ และไม่สามารถควบคุมความสงบสุขให้เกิดขึ้นได้ หากผู้ชุมนุมยังคงชุมนุมได้ต่อไป (ทั้งที่หมดความชอบธรรมในการชุมนุมแล้ว) เตรียมใจไว้เถอะว่ารัฐบาลนี้อยู่ไม่ได้อย่างแน่นอน มวลชนอีกจำนวนมากก็จะต้องออกมา ความเลวร้ายก็จะเกิดขึ้นในสังคมไทย ความกล้าหาญที่จะจัดการกับปัญหา ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นเผด็จการ เพราะรัฐบาลอยู่ในฐานะผู้รับผิดชอบต่อบ้านเมือง พวกนักสันติวิธีทั้งหลายที่ออกมาพูดว่าอย่าใช้ความรุนแรง มีปัญญาไปพูดกับผู้ชุมนุมหรือไม่ ห้ามไม่ให้ผู้ชุมนุมหยุดทำร้ายบ้านเมืองได้หรือไม่ การแสดงออกของนักสันติวิธีก็เป็นเพียงการสร้างภาพให้ดูดีเท่านั้น แต่ไม่มีปัญญาในการจัดการกับปัญหา ถือว่าข้อเรียกร้องไร้ประโยชน์ ธรรมชาติของมนุษย์ ผู้ที่ไม่อยู่ในกฎกติกาของสังคม ผู้ที่ทำร้ายสังคมก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎกติกาของสังคมนั้นๆ เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ผู้ชุมนุมมีจำนวนเพียงไม่ถึง ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งประเทศ จะทำตามใจตนเองโดยไม่สนใจสิทธิของคนอื่นๆได้อย่างไรกัน หากผู้ชุมนุม ชุมนุมด้วยความสงบ และไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม รัฐบาลก็จะทำอะไรกับผู้ชุมนุมไม่ได้ แต่ผู้ชุมนุมก้าวข้ามความถูกต้อง จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ถือว่าคนไทยโชคร้ายที่จะต้องพบ วิกฤตการณ์ในอนาคตอย่างแน่นอน
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มประสานงานเพื่อการพัฒนาชุมชน
ตู้ ปณ. ๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

ผู้ปกครองกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก

หากท่านเป็นผู้ที่มีเด็กในการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นลูกของท่านเอง หรือหลานๆ รวมทั้ง เด็กรอบๆ ตัวของท่าน จะเห็นได้ว่าในสังคมไทยเวลานี้ ดูเหมือนว่าได้พัฒนาไปก้าวไกลกว่าตอนสมัยที่ท่านเป็นเด็ก แต่ท่ามกลางกระแสแห่งวัตถุนิยมในปัจจุบัน กลับเป็นผลให้เด็กมีคุณภาพทางจิตใจที่ตกต่ำลงมาก อันเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งยั่วยุต่างๆ สื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตออกมาอย่างไร้การควบคุม ขาดจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม มุ่งเน้นไปในทางเสื่อมจิตใจ ภาพยนต์ที่สะท้อนแต่ความรุนแรงและยั่วยุทางกามรมณ์ เกมส์คอมพิวเตอร์ที่ทำให้เด็กหลงใหลจนแทบจะทิ้งตำรา หรือโอกาสในการแสวงหาความรู้ สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้หากจะโทษตัวเด็กก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดจากความพยายามยัดเยียดสิ่งที่ไม่ดีของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ภาพตัวอย่างของผู้ใหญ่ที่แสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็น ความกร้าวร้าว การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ความหลงใหลในเหตุแห่งความเสื่อมต่างๆ การติดการพนัน การดื่มสุรา และสิ่งเสพติดต่างๆ ความชอบเที่ยวกลางคืน และสิ่งที่เป็นอบายมุขทุกรูปแบบ หากเราเที่ยวพร่ำสอนให้เด็กประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดี แต่เราไม่อาจลบภาพของผู้ใหญ่ที่เป็นต้นเหตุแห่งความเสื่อมทรามนั้นได้ เราจะคาดหวังให้สังคมของเราดีขึ้นได้อย่างไร สิ่งที่อยากจะเรียกร้องในเวลานี้ คือ ภาพของผู้ใหญ่ที่เป็นตัวอย่างที่ดีในสังคม ภาพของ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ที่ให้ความสำคัญกับเด็กมากขึ้น จำเป็นต้องหันมาเอาใจใส่ ดูแลบุตรหลานของท่านอย่างใกล้ชิด คอยควบคุมพฤติกรรม ให้ประพฤติปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ดีงาม และพยายามลด หรือแยกสิ่งที่เป็นสาเหตุแห่งความเสื่อมทรามในรูปแบบต่างๆ ออกไปจากตัวเด็ก ย่อมจะทำให้เด็กได้รับแต่สิ่งที่ดี และปัญหาต่างๆ จะลดลง
อย่าเพียงแต่คอยคาดหวังให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียน ที่จะคอยพร่ำสอนเท่านั้น แม้โรงเรียนจะเป็นแหล่งให้ความรู้ และอบรมพฤติกรรม ให้เด็กเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคต แต่ผู้ปกครองจะต้องมีส่วนร่วมที่สำคัญ และให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียน ที่จะขัดเกลาหล่อหลอมให้เด็กๆ มีจิตสำนึกที่ดี มีพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ เพราะเราเชื่อมั่นว่า ความพยายามจากทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ย่อมจะทำให้เด็กๆ ไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ และปัญหาต่างๆ ก็จะหมดไปในที่สุด
ด้วยความปรารถนาดีจาก
ชมรมคลังปัญญา
นายสุรศักดิ์ ญาณประสาท
ตู้ ปณ.12 ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ 10700

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

สุขภาพกับการศึกษา

มนุษย์ทุกคนที่เกิดมา นอกจากจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสี่ประการ ในการดำรงชีพแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง คือ การศึกษา เพราะมนุษย์ไม่อาจมีชีวิตที่เป็นปกติสุขได้ หากขาดซึ่งการศึกษา แต่การศึกษาในที่นี้ ไม่ได้หมายความถึงเฉพาะการศึกษาในระบบเท่านั้น เพราะปรัชญาของการศึกษาที่แท้จริง คือ การแสวงหาความรู้ทุกชนิดที่จะทำให้มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้ สามารถที่จะพัฒนาคุณภาพของชีวิตให้มีความเจริญงอกงาม รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แต่การมุ่งแสวงหาความรู้เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่อาจนำความรู้นั้นไปก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคมได้ ก็เท่ากับว่าเป็นการเสียโอกาสทางการศึกษา การศึกษาที่ดีย่อมจะต้องพัฒนาให้เป็นมนุษย์สมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นเป้าหมายของการศึกษาอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องอยู่ควบคู่ไปกับการศึกษา ก็คือ การมีสุขภาพกายและจิตใจที่ดี เพราะเมื่อมนุษย์มีสุขภาพกายที่ดี มีจิตใจที่แจ่มใส จะทำให้มนุษย์สามารถคิดและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ อันเป็นคุณประโยชน์แก่สังคมของมนุษย์ได้อีกมากมาย แต่ถ้ามนุษย์เรามีสุขภาพที่เสื่อมโทรม ร่างกายขาดการเอาใจใส่อย่างถูกวิธี มีจิตใจที่ขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลา ยากนักที่จะทำให้การศึกษาบรรลุสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้ สิ่งที่มนุษย์เราคาดหวังมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นการมีชีวิตอย่างมีความสุข แต่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นจะไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย ถ้าเราไม่คิดที่จะแสวงหา และกระทำด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นการก้าวเดินไปข้างหน้าแต่ละก้าว หากเรากำหนดและไปในทิศทางที่ถูกต้อง สุขภาพที่ดี ก็ทำได้ไม่ยากเกินกว่าที่มนุษย์ทุกคนจะปฏิบัติได้

ด้วยความปรารถนาดีจาก
ชมรมคลังปัญญา

สังคมแห่งการเรียนรู้ คุณภาพที่แตกต่าง

มนุษย์แสวงหาความรู้ก็เพื่อบำบัดความต้องการของตนเอง การเรียนรู้จึงเป็นหนทางของการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ หากมนุษย์ปราศจากการเรียนรู้ก็จะไม่อาจดำรงชีวิตได้อย่างปรกติ สังคมแห่งการเรียนรู้ต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งการอยู่ร่วมกัน การแบ่งปัน และการหยิบยื่นสิ่งดีๆให้แก่กัน หากการแสวงหาความรู้เป็นไปเพื่อสนองตัณหา เพิ่มพูนกิเลส และคอยเอาเปรียบผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ย่อมนำมาซึ่งภาวะวิกฤตแห่งการเรียนรู้ โอกาสของบุคคลที่จะได้เรียนรู้ก็จะถูกเบียดบัง ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า ความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษามีมาก การอ้างว่าเป็นเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจทำให้สังคมแห่งการเรียนรู้อยู่ในขอบเขตจำกัด (ฟังไม่ขึ้น) คนที่มีฐานะดีก็จะได้โอกาสมากกว่า คนที่มีฐานะยากจน โอกาสก็จะลดลง แล้วอะไรเป็นเหตุให้คนยากจนไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าที่ควรจะเป็น เพราะระบบการศึกษาของเราอยู่บนพื้นฐานของการแย่งชิง ไปดูสังคมของนักการศึกษาดูซิ ว่าทุกวันนี้แย่งชิงกันมากเพียงใด คุณภาพการศึกษาที่ดี เป็นเพียงภาพมายาที่สร้างขึ้นทั้งสิ้น การศึกษาไม่ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากเท่าใด (คุณภาพชีวิตที่ดีเกิดได้เฉพาะบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น) โดยภาพรวมคนไทยยังด้อยโอกาสทางการศึกษา แล้วเมื่อใดหละ ที่ประเทศของเราจะเป็นสังคมอุดมปัญญาอย่างแท้จริง ฝันไปเถอะ ถ้าพ่อแม่คุณมีรายได้ต่ำกว่าวันละ 200 บาท โอกาสทางการศึกษาของคุณก็แทบจะริบหรี่เหลือเกิน จะกินเข้าไปยังไม่มี แล้วคิดจะเรียนให้มีคุณภาพชีวิตดี บอกได้เลยว่าไม่มีทางเป็นไปได้ นอกเสียจากคุณจะมีทางลัดเท่านั้น นี่แหละสังคมไทย สังคมทุนนิยมที่ทุกคนใฝ่ฝัน แต่หาได้แบ่งปัน โอกาสทางการศึกษาอย่างแท้จริงไม่ รออีกกี่ชาติ สังคมไทยถึงจะเป็นสังคมอุดมปัญญา

ด้วยความหวังลมๆ แล้งแล้ง จาก คนไทยคนหนึ่ง

ที่อยากเห็นคนด้อยโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี อย่างแท้จริง

ชมรมคลังปัญญา

ตู้ ปณ.๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

ชมรมคลังปัญญา

ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วย เทคโนโลยี ผู้คนต่างสื่อสารข้อมูลด้วยความรวดเร็วทันสมัย ความรู้ต่างๆ ไหลท่วมท้น หากเราต้องการเสาะแสวงหาความรู้นั้นไม่ได้ยากเย็นเหมือนในอดีต กระแสทุนนิยมทำให้ผู้คนต่างต้องแย่งชิงโอกาส และผลประโยชน์กันอย่างมากมายมหาศาล จนลืมความเอื้ออาทร และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แม้สังคมจะเป็นสังคมอุดมปัญญา แต่ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ขาดโอกาส ยังมีผู้คนอีกมากที่ยังหิว และยังมีอีกมากที่ไม่อาจมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ดังนั้นสังคมอุดมปัญญาจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราไม่อาจนำความรู้นั้นมาทำให้สังคมไปสู่ความสันติสุขได้ เพราะมนุษย์มีความโลภ และความเห็นแก่ตัว จึงทำให้สังคมของเราพบแต่เรื่องร้ายแรงและปัญหาทางสังคมอยู่ตลอดเวลา คนที่อยากทำสิ่งดีๆเพื่อสังคมก็ค่อยๆลดลง ทั้งๆที่มนุษย์เกิดเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ท่ามกลางปัญหาดังกล่าว ในสังคมของเรายังมี กลุ่มบุคคลบางกลุ่ม พยายามที่จะหยิบยื่นสิ่งดีๆให้กับสังคม ปัญหามีอยู่ว่า ท่ามกลางกระแสทุนนิยมอันรุนแรง จะทำให้แนวคิดและผลงานของคนกลุ่มที่ทำประโยชน์ให้กับสาธารณะแผ่ขยายวงกว้างได้อย่างไร ในฐานะที่ผมเป็นคนตัวเล็กๆในสังคม ขอมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณะโยชน์ทางสังคม เท่าที่พึงจะกระทำได้ ผมพยายามเสาะแสวงหาความรู้ และสาระ ประโยชน์ รวมทั้งเผยแพร่สาระเหล่านี้ให้กับสังคม ในนามชมรมคลังปัญญา (แม้จะเป็นกิจกรรมของคนตัวเล็กๆในสังคม) เพราะผมมีความเชื่อว่า หากสังคมจะสันติสุขได้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ จากทุกภาคส่วน มิใช่หน้าที่เฉพาะของคนหนึ่งคนใด แม้ว่าเป้าหมายจะยากเย็นหรือห่างไกลเพียงใด อย่างน้อยการมีจุดเริ่มต้นที่ดี ก็นับว่าน่าจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคม และสังคมอุดมปัญญาที่แท้จริงก็จะคงเกิดขึ้นในสังคมของเราทั้งหลายได้อย่างแน่นอน

ด้วยความปรารถนาดีจาก

นายรักษ์ ชมรมคลังปัญญา

ตู้ ปณ. ๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐