แสวงหาความรู้ สะสมภูมิปัญญา เพื่อการเผยแพร่ พัฒนาคุณภาพชีวิต ด้วยกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสร้างสังคมอุดมสุข สังคมอุดมปัญญา
วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553
ความจำเป็นในการส่งเสริม ให้เด็กและเยาวชน สนใจต่อการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์
หนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้ คือ การส่งเสริม ให้เด็กและเยาวชน หันมาให้ความสนใจต่อการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เพราะหลักสำคัญ ของวิชาวิทยาศาสตร์ คือ การมุ่งเน้นการคิดเชิงเหตุผล การทดลองในเชิงประจักษ์ การค้นคว้าหาความจริง และ การสรุปผลที่ สามารถอธิบายได้ อย่างชัดแจ้ง สิ่งเหล่าจะเป็นพื้นฐานให้ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคิด ไม่งมงายต่อความเชื่อที่ไร้สาระ ไม่ถูกชักจูง และหลอกลวงให้เกิดความเสียหายได้ รวมทั้ง ยังสามารถที่จะมีความคิดในเชิงสร้างสรรค์ สร้างผลงานต่างๆ ได้อย่างมากมาย ผลงานในประเทศไทย มีจำนวนไม่น้อยที่เกิดจากความคิด ของเด็กและเยาวชน เพียงแต่ ผู้ใหญ่ในสังคมไทย รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมือง ให้ความสำคัญน้อยมากกว่าที่ควรจะเป็น หน่วยงานที่ทำงานด้านส่งเสริมความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ ก็ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างไม่เต็มที่ ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เป็นเพียงเศษส่วนเล็กๆ ของเงินงบประมาณทั้งประเทศ อาศัยภาคเอกชนเป็นกำลังหลัก ในการส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
อีกหนทางหนึ่ง คือ ผู้ทำหน้าที่ให้การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และ ภาคส่วนต่างๆในสังคมไทย ต้องหันมาให้ความสนใจต่อการส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เลิกอบรม สั่งสอน ความเชื่อผิดๆ ความเชื่อที่งมงาย ไร้สาระ ไร้เหตุผล กันเสียที อย่าให้ประชาชนในประเทศของเราต้อง ฉลาดน้อยลงไปกว่านี้อีกเลย เพราะที่ผ่านมาประเทศของเรา เกิดความเสียหาย จากความไม่รู้ จากการคิดอย่างไร้เหตุผล ความงมงายต่อความเชื่อผิดๆ และความมิจฉาทิฐิ ที่ปฏิเสธความเชื่อจากสิ่งที่มีเหตุผล รวมทั้งการไม่ยึดมั่นในหลักธรรม
สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะมีทางออกที่ดีได้อย่างแน่นอน ถ้า คนไทยทั้งประเทศ รู้จักที่จะ คิดเป็น
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
ชมรมคลังปัญญา
วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553
โครงการเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในโรงเรียน
ด้วยความปรารถนาดีในธรรม
จาก นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มธรรมรักษ์
ตู้ ปณ.๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
๗๘ ปี ประชาธิปไตยไทย คนไทยยังไร้สิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง
เราต้องยอมรับความจริงว่า สังคมไทย มีนักการเมือง และข้าราชการที่ นอกจากไม่สำนึกต่อหน้าที่แล้ว ยังใช้อำนาจหน้าที่ ไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง และพวกพ้อง นั้นมีเป็นจำนวนมาก โดยมักอ้างการทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนอยู่เสมอ เรามักจะโทษแต่ประชาชนว่า ไร้สติปัญญา ไร้ความคิด ชักจูงง่าย และเอาประโยชน์เพียงเล็กน้อยมาเป็นเหยื่อล่อ (ดูจากผลการเลือกตั้ง การซื้อสิทธิ์ ขายเสียง) ก็ได้คะแนนสนับสนุนแล้ว
ซึ่งหากเราจะกล่าวโทษกันจริงๆ ก็ต้องไปกล่าวโทษ ระบบการศึกษาของไทย ทั้งๆ ที่ระบบการศึกษาไทย มีพัฒนาการมามากกว่า ร้อยปี แต่ทำไม ความฉลาด มีสติปัญญา คิดเองได้ และเป็นตัวของตัวเอง มีไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประชากรของประเทศ ระบบการศึกษาไทย ที่ครอบงำ มายาคติ แม้แต่นักการศึกษา ซึ่งมีหน้าที่สร้างภูมิปัญญาให้สังคม ยังคิดไม่ได้เลย ทุกวันนี้ นักการศึกษา มองแต่เรื่องผลประโยชน์ของตนเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงบประมาณ การแย่งชิง เงินค่าวิทยฐานะ สร้างผลงานทางการศึกษา กันอย่างมากมาย แต่กลับมีคุณภาพของเด็ก และเยาวชนที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ อย่าเอาเยาวชน ที่สร้างผลงานทางวิชาการ ไปแข่งขันในเวทีต่างๆ แล้วชนะ หรือ เด็กที่เป็นเลิศทางวิชาการ มาอ้างเลย เพราะมันเทียบจำนวนไม่ได้ กับเด็ก ที่มีคุณภาพต่ำ เกเร ไม่สนใจการเรียน ติดเกมส์ มั่วสุม สร้างปัญหาให้พ่อแม่ รวมทั้ง ท้องตั้งแต่ยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ (ดูจากข่าว การแอบทำแท้งก็ได้) ว่ามันมากมายสักเพียงใด
สังคมไทยมักจะหาคำตอบ โดยการถามว่า ใครต้องรับผิดชอบ ใครมีหน้าที่ในการแก้ปัญหา ทั้งๆที่ ปัญหานี้ เป็นหน้าของประชาชนไทยทุกคน ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง ทุกคนต้องมีจุดเริ่มต้น ที่ต้องคิดว่า ต้องทำดีเพื่อตนเอง และเพื่อบ้านเมือง และไม่สร้างปัญหาให้สังคมต้องเดือดร้อน ถ้าคนไทยคิดดีได้ ทุกอย่างก็จะตามมาเอง เมื่อคนคิดดีไม่ได้ ปัญหาจึงมีอยู่ตลอดไป
ดังนั้น การที่ประเทศไทย จะมีประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ไม่ได้หมายความว่า คนไทยต้อง ฉลาดล้ำ เท่าชาติตะวันตก เราคิดเองได้ การมีประชาธิปไตยที่แท้จริง คือ การส่งเสริมให้คนไทย รู้จักคิดที่จะทำความดี ละเว้นที่จะกระทำความชั่วร้าย ทั้งหลายทั้งปวง การอ้าง ว่า คนนั้นเขาทำผิดยังไม่เป็นอะไรเลย นั้นแหละ คือการคัดลอก พฤติกรรมของความเลวร้ายไว้แล้ว การทำชั่ว แล้วจับได้ไล่ไม่ทัน คนไทยจึงชอบเรียนแบบ ชอบที่จะกระทำตาม หากเปรียบได้กับ ไวรัสตัวร้าย ที่จะคัดลอกตัวเอง แล้วขยายไปอย่างรวดเร็ว และยากที่จะกำจัด ใครก็ตามที่กระทำผิด แล้วไม่สามารถได้รับการลงโทษ มักจะได้รับการกล่าวว่า เป็นคนเก่ง เป็นคนมีความสามารถ ที่ยุคหนึ่ง มีผู้นำระดับประเทศ กล่าวว่า ถ้าคิดว่าทำผิด ก็ไปหาใบเสร็จมา ฟังแล้วดูน่าเศร้าใจ ขนาดผู้ที่ต้องดูแลบ้านเมืองยังคิดได้ขนาดนี้ แล้วคนในสังคมไทยจะคิดไม่ได้อย่างไรกัน
สิ่งที่อย่างเรียกร้อง มากกว่า ประชาธิปไตยเต็มใบ (ที่เรามักเรียกร้องกัน) คือ จิตสำนึกแห่งการทำความดี จิตสำนึกต่อการทำเพื่อบ้านเมือง หากสองสิ่งนี้เกิดได้ ในสมองของคนไทย ประชาธิปไตยเต็มใน นั้นเป็นเรื่อง ง่ายมากๆๆ อย่างแท้จริง
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
ชมรมคลังปัญญา
ตู้ ปณ.๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
สังคมไทยป่วยไข้ เพราะไม่รู้จักใช้ยาดี
สรุปว่า การรณรงค์ให้คนไทยมาใส่ใจใน หลักธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นความจำเป็นอันดับแรก อย่าเพียงเป็นชาวพุทธเฉพาะรูปแบบ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในบ้านเมือง มีงานเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จัดงานใหญ่โต หมดเงินหมดทองมหาศาล กราบไหว้ เวียนเทียนกันอย่างมโหฬาร แต่ในที่สุดก็โกงบ้านโกงเมืองกันสนั่นแตก ดูในสภาซิครับ จะมีตัวอย่างของชาวพุทธแท้สักกี่คน ใช้ปิยะวาจา ให้เด็กๆ ดูกัน อย่างน่าอายที่สุด แล้วอย่างนี้สังคมไทยจะหายป่วยไข้ได้อย่างไรกัน เพราะผู้ใหญ่ของบ้านเมืองยังไม่ยอมที่จะกินยาดีกันเลย ต้องรอให้สังคมไทยเป็นมะเร็งในที่สุดนั่นแหละ จะได้เผากันเสียที เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้
ด้วยความปรารถนาดีในธรรม
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มธรรมรักษ์
ปล. ผมอาจแสดงความคิดเห็นที่แรงไปบ้าง ต้องขอประทานอภัย แต่สิ่งนี้ก็คือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ผมอยากเห็นคนไทยใส่ใจในหลักธรรม ปัญหาต่างๆ มากมาย ก็จะผ่อนคลายไปในที่สุดครับ
วันเสาร์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
คติเพื่อความเจริญแก่ตนเอง และเพื่อให้สังคมเป็นสุข
ทั้ง สี่ ประการนี้ เกี่ยวของกัน จะขาดอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้
มนุษย์เราถ้าขยันมากๆ ทำอย่างเต็มที่ แต่ไม่ซื่อสัตย์ ความขยันนี้จะไม่มีประโยชน์อะไรแก่ตนเองเลย
ถ้าซื่อสัตย์และขยัน แต่ขาดความรู้จักประหยัด ก็จะต้องพบปัญหาอีกในที่สุด หามาเท่าใดใช้หมด มีเท่าใดก็ใช้แบบไม่สงวนรักษาในไม่ช้า ความวอดวายก็จะมาถึง ยกตัวอย่าง เราตัดไม้ทำลายป่า อย่างบ้าคลั่ง ในที่สุด หายนะก็มาเยือน
เมื่อมีทั้ง สามประการ ขยัน ซื่อสัตย์ ประหยัด แต่ไม่อดทน ก็อีกนั่นแหละ มีพร้อมบริบูรณ์ แต่ใจร้อน ไม่อดทนต่อความทุกข์ยาก ไม่มีความพยายามที่จะทนต่อปัญหาต่างๆได้ ใช้อารมณ์เป็นเครื่องชี้นำ ในที่สุด ชีวิตก็ต้องพบภัยวิบัติ มีตัวอย่างให้เห็นเยอะ ลองหาดู
สรุปได้ว่า คติทั้ง สี่ เกี่ยวเนื่องกัน จะขาดอย่างใดอย่าง หนึ่งไม่ได้ ถ้าผู้คนในสังคมยึดหลักนี้ ผมรับรองได้ว่า ปัญหา เผาบ้าน เผาเมืองจะไม่เกิดขึ้น คนใหญ่คนโต ของประเทศ ก็ไม่ต้อง ระเหเร่รอน กลับมานอนบ้านตัวเองก็ไม่ได้ ไม่ต้องถูกประณามว่า มีแล้วไม่รู้จักพอ โลภมาก ในที่สุด ก็มอดม้วย มรณานต์
เอวังก็มีด้วยประการ ฉะนี้
นายรักษ์ ปริกทอง
ด้วยความปรารถนาดีในธรรม
กลุ่มธรรมรักษ์
ตู้ ปณ.๑๒ ปณ. บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
วันที่ ๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เวลา ๑๙.๓๔ น.
วันจันทร์ที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ. 2553
ปัญหาที่จะตามมาหลังน้ำลด
๑. โรคภัยที่มากับน้ำ เตรียมการรักษา เตรียมป้องกันอาการต่างๆที่จะเกิดขึ้นอย่ารอให้เจ็บป่วยแล้วค่อยรักษา เพราะถ้าพิจารณาให้ดี มีแต่เสียกับเสีย ป้องกันก่อนเกิดโรค รักษาตั้งแต่เริ่มต้น อาการหนักจากความเจ็บป่วยจะลดลง
๒. เหลือบ และ ผีดูดเลือด ในคราบของมนุษย์ จะคอยแสวงหาโอกาส จากของบริจาค เงินงบประมาณที่ทุ่มลงไปในพื้นที่ที่ได้รับความเสียหาย คนเขาเดือดร้อนแล้วยังไปซ้ำเติม รับรองได้ว่าคนเหล่านี้ จะไม่มีทางได้เกิดมาเป็นมนุษย์อีกอย่างแน่นอน อย่างดีก็จะไปเกิดแถว แอฟริกา หรือที่อื่นๆ ที่มีแต่สภาพของความเลวร้าย นี่แหละบทลงโทษที่มวลมนุษย์ได้รับ
๓. สิ่งของเครื่องใช้ที่หมดสภาพการใช้งาน เช่น รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้า เครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ จะถูกย้อมแมวออกมาขาย จะซื้อหาของใช้มือสอง ก็ต้องพิจารณากันให้ดี
ความจริงยังมีปัญหาที่ตามมาอีกมากมาย เช่น ไม่มีเงิน ไม่มีงาน ที่ซ้ำร้ายไม่มีอาหารประทังชีวิต (ไม่มีใครให้กินฟรีไปได้ตลอด) ความอดอยาก ความทุกข์ยากอีกนานับไม่ท้วนจะตามมา ปล่อยให้นักการเมืองเขา แย่งกัน กัดกินประเทศไทยต่อไป ความหายนะจะตามมาในไม่ช้า
เพราะนี่คือความจริงที่จะต้องเกิดขึ้น เราเตือนคุณแล้ว คอยดูกันต่อไป หนังยังไม่จบ สวัสดี
วันอังคารที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2553
ข้าราชการทุจริตคือผู้บ่อนทำลายชาติ
แต่ทุกวันนี้ บ้านเมืองของเรา ล้วนแต่มีความทุกข์อยู่มากมาย เต็มแผ่นดิน สาเหตุมาจาก ความด้อยคุณภาพของประชาชนในสังคม ความไร้ระเบียบวินัย ความเห็นแก่ตัว ความโลภมาก และ ความชั่วร้ายที่ฝังแน่นอยู่ในจิตใจ ดูจากข่าวที่ปรากฏในสื่อต่างๆ จะพบว่า มีการทำร้ายกันด้วยรูปแบบต่างๆ การเอารัดเอาเปรียบประชาชนในเชิงนโยบาย การออกกฎระเบียบต่างๆ ที่ขาดความชอบธรรม การนำงบประมาณของแผ่นดินไปใช้อย่างไม่คุ้มค่า สุรุ่ยสุร่าย โครงการต่างๆจำนวนไม่น้อย ที่มีการทุจริตในรูปแบบต่างๆ สิ่งเหล่านี้นอกจากสร้างความทุกข์ให้ประชาชนโดยทั่วไปแล้ว ยังเป็นการล้างผลาญ ภาษีของประชาชน อย่างน่าละอายที่สุด ข้าราชการเหล่านี้ นอกจากจะไร้จิตสำนึกในหน้าที่ ยังถือได้ว่า คือผู้บ่อนทำลายชาติ หากเป็นสมัยโบราณ ก็ต้องนำตัวไปบั่นหัวให้หมด แต่พอมาถึงในยุคปัจจุบัน มีการอ้างเรื่องสิทธิมนุษยชน อ้างเรื่องความโหดร้ายในการลงโทษ (ผู้กระทำผิด) จึงทำให้คนชั่วทั้งหลาย ขาดความเกรงกลัวต่อบทลงโทษที่มีอยู่ ระบบกฎหมายในปัจจุบัน ไม่สามารถความคุมความประพฤติของคนในสังคมได้ นี่คือต้นเหตุแห่งการนำไปสู่ การสร้างแรงจูงใจให้ มีการประพฤติผิดในหน้าที่ การปฏิบัติทุจริตต่อบ้านเมือง
ทางออกในเรื่องนี้ นอกจากการสร้างจิตสำนึกในหน้าที่ (ซึ่งคงเป็นการยาก สำหรับข้าราชการ ที่มีพฤติกรรมชั่วร้าย) ควรมีการเพิ่มบทลงโทษต่อผู้กระทำผิด เช่น การให้ออกจากราชการสถานเดียว ถ้ากระทำผิดในทางทุจริต (แต่ต้องมีการตรวจสอบให้ได้ข้อเท็จจริง ไม่ใช่เป็นการกลั่นแกล้งหรือการใส่ร้ายผู้บริสุทธิ์) การจำคุก ในกรณีที่กระทำผิดร้ายแรง และไม่ควรลดโทษ และต้องได้รับโทษสูงกว่าประชนโดยทั่วไป
เชื่อได้ว่า ข้าราชการที่คิดจะกระทำผิด คงต้องตระหนักให้ดีมากขึ้น ความเกรงกลัวต่อบทลงโทษ ย่อมส่งผลต่อการไม่ประพฤติผิดในหน้าที่ และควรเพิ่มค่าตอบแทน และรางวัลต่อข้าราชการที่ดำรงตนเป็นตัวอย่าง ข้าราชการที่ซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ และข้าราชการที่ทำคุณความดีต่อบ้านเมือง ข้าราชการที่มีพฤติกรรมชั่วร้าย ก็จะหมดไปในที่สุด บ้านเมืองเราก็จะมีแต่ความสุข
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
ชมรมคลังปัญญา
วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553
โครงการปฏิรูปประเทศไทย ท่ามกลางกระแสความขัดแย้งในสังคมไทย
๑.รัฐบาลต้องตั้งโต๊ะให้แต่ละกลุ่มปัญหา ส่งตัวแทนเข้ามาในแต่ละเรื่อง
๒.นำมาเรียงลำดับความสำคัญ แยกแต่ละปัญหาออกเป็นกลุ่ม (ในส่วนที่เกี่ยวข้องกัน)
๓.ตั้งเวทีเสวนาอย่างจริงจัง ส่งผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหา โดยเฉพาะจากภาครัฐ เข้ามาร่วมรับฟังความคิดเห็นและแนวทางการแก้ไข
๔.เมื่อได้ทางออก จัดทำเป็นข้อมูล และวางแผนการแก้ไข ตามระยะเวลาที่กำหนด
๕.ประชาชนที่ร่วมแสดงความคิดเห็น ทำการประเมินผลและติดตาม การแก้ปัญหาดังกล่าวในแต่ละเรื่อง ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าปฏิรูปบ้านเมืองอย่างที่อวดอ้างไว้หรือไม่
หากรัฐบาลเดินหน้าตามแนวทางดังกล่าว เชื่อได้ว่าปัญหาต่างๆ รวมทั้งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจะลดความร้อนแรงลงในที่สุด เพราะเป็นการแก้ไขที่รากฐานของปัญหาอย่างแท้จริง นอกเสียจากรัฐบาลจะทำเพียงลิเกหน้าโรง พอเลิกวิก ก็บ้านใครบ้านมัน การปฏิรูปประเทศไทยก็คงเป็นเรื่องตลกหลอกลวงประชาชนไปวันๆ ผลที่รัฐบาลทำไม่สำเร็จไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ต่อไปก็ไม่ต้องมาอ้างโน่นอ้างนี่ให้เสียเวลา ปล่อยให้คนที่เขามีความสามารถบริหารบ้านเมือง เข้ามาทำหน้าที่ ก็แล้วกัน
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มประสานงานเพื่อการพัฒนาชุมน
ช่วยกันแบ่งปันความสุข เพื่อให้สังคมมนุษย์ ปลอดจากความทุกข์
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มธรรมรักษ์
วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553
ข้าราชการคือต้นเหตุที่ทำให้เมืองไทยมีปัญหา
ด้วยความปรารถนาดีจาก
กลุ่มประสานงานเพื่อการพัฒนาชุมชน
ตู้ ปณ.๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553
บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มประสานงานเพื่อการพัฒนาชุมชน
ตู้ ปณ. ๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553
ผู้ปกครองกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก
อย่าเพียงแต่คอยคาดหวังให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียน ที่จะคอยพร่ำสอนเท่านั้น แม้โรงเรียนจะเป็นแหล่งให้ความรู้ และอบรมพฤติกรรม ให้เด็กเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคต แต่ผู้ปกครองจะต้องมีส่วนร่วมที่สำคัญ และให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียน ที่จะขัดเกลาหล่อหลอมให้เด็กๆ มีจิตสำนึกที่ดี มีพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ เพราะเราเชื่อมั่นว่า ความพยายามจากทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ย่อมจะทำให้เด็กๆ ไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ และปัญหาต่างๆ ก็จะหมดไปในที่สุด
ด้วยความปรารถนาดีจาก
ชมรมคลังปัญญา
นายสุรศักดิ์ ญาณประสาท
ตู้ ปณ.12 ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ 10700
วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553
สุขภาพกับการศึกษา
ด้วยความปรารถนาดีจาก
ชมรมคลังปัญญา
สังคมแห่งการเรียนรู้ คุณภาพที่แตกต่าง
มนุษย์แสวงหาความรู้ก็เพื่อบำบัดความต้องการของตนเอง การเรียนรู้จึงเป็นหนทางของการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ หากมนุษย์ปราศจากการเรียนรู้ก็จะไม่อาจดำรงชีวิตได้อย่างปรกติ สังคมแห่งการเรียนรู้ต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งการอยู่ร่วมกัน การแบ่งปัน และการหยิบยื่นสิ่งดีๆให้แก่กัน หากการแสวงหาความรู้เป็นไปเพื่อสนองตัณหา เพิ่มพูนกิเลส และคอยเอาเปรียบผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ย่อมนำมาซึ่งภาวะวิกฤตแห่งการเรียนรู้ โอกาสของบุคคลที่จะได้เรียนรู้ก็จะถูกเบียดบัง ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า ความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษามีมาก การอ้างว่าเป็นเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจทำให้สังคมแห่งการเรียนรู้อยู่ในขอบเขตจำกัด (ฟังไม่ขึ้น) คนที่มีฐานะดีก็จะได้โอกาสมากกว่า คนที่มีฐานะยากจน โอกาสก็จะลดลง แล้วอะไรเป็นเหตุให้คนยากจนไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าที่ควรจะเป็น เพราะระบบการศึกษาของเราอยู่บนพื้นฐานของการแย่งชิง ไปดูสังคมของนักการศึกษาดูซิ ว่าทุกวันนี้แย่งชิงกันมากเพียงใด คุณภาพการศึกษาที่ดี เป็นเพียงภาพมายาที่สร้างขึ้นทั้งสิ้น การศึกษาไม่ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากเท่าใด (คุณภาพชีวิตที่ดีเกิดได้เฉพาะบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น) โดยภาพรวมคนไทยยังด้อยโอกาสทางการศึกษา แล้วเมื่อใดหละ ที่ประเทศของเราจะเป็นสังคมอุดมปัญญาอย่างแท้จริง ฝันไปเถอะ ถ้าพ่อแม่คุณมีรายได้ต่ำกว่าวันละ 200 บาท โอกาสทางการศึกษาของคุณก็แทบจะริบหรี่เหลือเกิน จะกินเข้าไปยังไม่มี แล้วคิดจะเรียนให้มีคุณภาพชีวิตดี บอกได้เลยว่าไม่มีทางเป็นไปได้ นอกเสียจากคุณจะมีทางลัดเท่านั้น นี่แหละสังคมไทย สังคมทุนนิยมที่ทุกคนใฝ่ฝัน แต่หาได้แบ่งปัน โอกาสทางการศึกษาอย่างแท้จริงไม่ รออีกกี่ชาติ สังคมไทยถึงจะเป็นสังคมอุดมปัญญา
ด้วยความหวังลมๆ แล้งแล้ง จาก คนไทยคนหนึ่ง
ที่อยากเห็นคนด้อยโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี อย่างแท้จริง
ชมรมคลังปัญญา
ตู้ ปณ.๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553
ชมรมคลังปัญญา
ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วย เทคโนโลยี ผู้คนต่างสื่อสารข้อมูลด้วยความรวดเร็วทันสมัย ความรู้ต่างๆ ไหลท่วมท้น หากเราต้องการเสาะแสวงหาความรู้นั้นไม่ได้ยากเย็นเหมือนในอดีต กระแสทุนนิยมทำให้ผู้คนต่างต้องแย่งชิงโอกาส และผลประโยชน์กันอย่างมากมายมหาศาล จนลืมความเอื้ออาทร และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แม้สังคมจะเป็นสังคมอุดมปัญญา แต่ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ขาดโอกาส ยังมีผู้คนอีกมากที่ยังหิว และยังมีอีกมากที่ไม่อาจมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ดังนั้นสังคมอุดมปัญญาจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราไม่อาจนำความรู้นั้นมาทำให้สังคมไปสู่ความสันติสุขได้ เพราะมนุษย์มีความโลภ และความเห็นแก่ตัว จึงทำให้สังคมของเราพบแต่เรื่องร้ายแรงและปัญหาทางสังคมอยู่ตลอดเวลา คนที่อยากทำสิ่งดีๆเพื่อสังคมก็ค่อยๆลดลง ทั้งๆที่มนุษย์เกิดเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ท่ามกลางปัญหาดังกล่าว ในสังคมของเรายังมี กลุ่มบุคคลบางกลุ่ม พยายามที่จะหยิบยื่นสิ่งดีๆให้กับสังคม ปัญหามีอยู่ว่า ท่ามกลางกระแสทุนนิยมอันรุนแรง จะทำให้แนวคิดและผลงานของคนกลุ่มที่ทำประโยชน์ให้กับสาธารณะแผ่ขยายวงกว้างได้อย่างไร ในฐานะที่ผมเป็นคนตัวเล็กๆในสังคม ขอมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณะโยชน์ทางสังคม เท่าที่พึงจะกระทำได้ ผมพยายามเสาะแสวงหาความรู้ และสาระ ประโยชน์ รวมทั้งเผยแพร่สาระเหล่านี้ให้กับสังคม ในนามชมรมคลังปัญญา (แม้จะเป็นกิจกรรมของคนตัวเล็กๆในสังคม) เพราะผมมีความเชื่อว่า หากสังคมจะสันติสุขได้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ จากทุกภาคส่วน มิใช่หน้าที่เฉพาะของคนหนึ่งคนใด แม้ว่าเป้าหมายจะยากเย็นหรือห่างไกลเพียงใด อย่างน้อยการมีจุดเริ่มต้นที่ดี ก็นับว่าน่าจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคม และสังคมอุดมปัญญาที่แท้จริงก็จะคงเกิดขึ้นในสังคมของเราทั้งหลายได้อย่างแน่นอน
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ชมรมคลังปัญญา
ตู้ ปณ. ๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐