วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553

ความจำเป็นในการส่งเสริม ให้เด็กและเยาวชน สนใจต่อการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์

ปัญหาประการหนึ่งของสังคมไทย คือ การที่ประชาชนจำนวนไม่น้อย ขาดความคิดในเชิงเหตุผล มีความเชื่อบางอย่างในลักษณะงมงาย (ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาทางประเพณีและวัฒนธรรม) ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง ชักจูงง่าย คิดไม่เป็น หลอกลวงได้ง่าย และถูกเอารัดเอาเปรียบจากความเชื่อผิดๆ จนทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งชีวิต และทรัพย์สินเงินทองเป็นจำนวนมาก
หนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้ คือ การส่งเสริม ให้เด็กและเยาวชน หันมาให้ความสนใจต่อการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เพราะหลักสำคัญ ของวิชาวิทยาศาสตร์ คือ การมุ่งเน้นการคิดเชิงเหตุผล การทดลองในเชิงประจักษ์ การค้นคว้าหาความจริง และ การสรุปผลที่ สามารถอธิบายได้ อย่างชัดแจ้ง สิ่งเหล่าจะเป็นพื้นฐานให้ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคิด ไม่งมงายต่อความเชื่อที่ไร้สาระ ไม่ถูกชักจูง และหลอกลวงให้เกิดความเสียหายได้ รวมทั้ง ยังสามารถที่จะมีความคิดในเชิงสร้างสรรค์ สร้างผลงานต่างๆ ได้อย่างมากมาย ผลงานในประเทศไทย มีจำนวนไม่น้อยที่เกิดจากความคิด ของเด็กและเยาวชน เพียงแต่ ผู้ใหญ่ในสังคมไทย รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมือง ให้ความสำคัญน้อยมากกว่าที่ควรจะเป็น หน่วยงานที่ทำงานด้านส่งเสริมความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ ก็ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างไม่เต็มที่ ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เป็นเพียงเศษส่วนเล็กๆ ของเงินงบประมาณทั้งประเทศ อาศัยภาคเอกชนเป็นกำลังหลัก ในการส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
อีกหนทางหนึ่ง คือ ผู้ทำหน้าที่ให้การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และ ภาคส่วนต่างๆในสังคมไทย ต้องหันมาให้ความสนใจต่อการส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เลิกอบรม สั่งสอน ความเชื่อผิดๆ ความเชื่อที่งมงาย ไร้สาระ ไร้เหตุผล กันเสียที อย่าให้ประชาชนในประเทศของเราต้อง ฉลาดน้อยลงไปกว่านี้อีกเลย เพราะที่ผ่านมาประเทศของเรา เกิดความเสียหาย จากความไม่รู้ จากการคิดอย่างไร้เหตุผล ความงมงายต่อความเชื่อผิดๆ และความมิจฉาทิฐิ ที่ปฏิเสธความเชื่อจากสิ่งที่มีเหตุผล รวมทั้งการไม่ยึดมั่นในหลักธรรม
สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะมีทางออกที่ดีได้อย่างแน่นอน ถ้า คนไทยทั้งประเทศ รู้จักที่จะ คิดเป็น
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
ชมรมคลังปัญญา

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น