ปัญหาประการหนึ่งของสังคมไทย คือ การที่ประชาชนจำนวนไม่น้อย ขาดความคิดในเชิงเหตุผล มีความเชื่อบางอย่างในลักษณะงมงาย (ยกเว้นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับความศรัทธาทางประเพณีและวัฒนธรรม) ไม่มีความคิดเป็นของตนเอง ชักจูงง่าย คิดไม่เป็น หลอกลวงได้ง่าย และถูกเอารัดเอาเปรียบจากความเชื่อผิดๆ จนทำให้เกิดความเสียหาย ทั้งชีวิต และทรัพย์สินเงินทองเป็นจำนวนมาก
หนทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหานี้ คือ การส่งเสริม ให้เด็กและเยาวชน หันมาให้ความสนใจต่อการเรียนรู้ วิชาวิทยาศาสตร์ เพราะหลักสำคัญ ของวิชาวิทยาศาสตร์ คือ การมุ่งเน้นการคิดเชิงเหตุผล การทดลองในเชิงประจักษ์ การค้นคว้าหาความจริง และ การสรุปผลที่ สามารถอธิบายได้ อย่างชัดแจ้ง สิ่งเหล่าจะเป็นพื้นฐานให้ เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักคิด ไม่งมงายต่อความเชื่อที่ไร้สาระ ไม่ถูกชักจูง และหลอกลวงให้เกิดความเสียหายได้ รวมทั้ง ยังสามารถที่จะมีความคิดในเชิงสร้างสรรค์ สร้างผลงานต่างๆ ได้อย่างมากมาย ผลงานในประเทศไทย มีจำนวนไม่น้อยที่เกิดจากความคิด ของเด็กและเยาวชน เพียงแต่ ผู้ใหญ่ในสังคมไทย รวมทั้งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหารบ้านเมือง ให้ความสำคัญน้อยมากกว่าที่ควรจะเป็น หน่วยงานที่ทำงานด้านส่งเสริมความรู้ ทางวิทยาศาสตร์ ก็ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐอย่างไม่เต็มที่ ที่เป็นอยู่ในเวลานี้ เป็นเพียงเศษส่วนเล็กๆ ของเงินงบประมาณทั้งประเทศ อาศัยภาคเอกชนเป็นกำลังหลัก ในการส่งเสริมความรู้ทางวิทยาศาสตร์ (สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง)
อีกหนทางหนึ่ง คือ ผู้ทำหน้าที่ให้การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นคนในครอบครัว พ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และ ภาคส่วนต่างๆในสังคมไทย ต้องหันมาให้ความสนใจต่อการส่งเสริมการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ เลิกอบรม สั่งสอน ความเชื่อผิดๆ ความเชื่อที่งมงาย ไร้สาระ ไร้เหตุผล กันเสียที อย่าให้ประชาชนในประเทศของเราต้อง ฉลาดน้อยลงไปกว่านี้อีกเลย เพราะที่ผ่านมาประเทศของเรา เกิดความเสียหาย จากความไม่รู้ จากการคิดอย่างไร้เหตุผล ความงมงายต่อความเชื่อผิดๆ และความมิจฉาทิฐิ ที่ปฏิเสธความเชื่อจากสิ่งที่มีเหตุผล รวมทั้งการไม่ยึดมั่นในหลักธรรม
สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น จะมีทางออกที่ดีได้อย่างแน่นอน ถ้า คนไทยทั้งประเทศ รู้จักที่จะ คิดเป็น
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
ชมรมคลังปัญญา
แสวงหาความรู้ สะสมภูมิปัญญา เพื่อการเผยแพร่ พัฒนาคุณภาพชีวิต ด้วยกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสร้างสังคมอุดมสุข สังคมอุดมปัญญา
วันอาทิตย์ที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2553
วันเสาร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2553
โครงการเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในโรงเรียน
ปัญหาที่หนักอกของผู้ใหญ่ในเวลานี้ คือ เด็กและเยาวชนของเราต่างมีพฤติกรรมที่เบี่ยงเบนไปในทางเสื่อมเสียมากๆ จะโทษเด็กเสียทีเดียวก็ไม่ได้ เพราะสังคมไทยของเรามีผู้ใหญ่ที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีอยู่มากมาย ปัญหาจึงมีอยู่ว่าจะทำอย่างไรถึงจะให้เด็กและเยาวชน ไม่ประพฤติปฏิบัติตามผู้ใหญ่ที่เป็นตัวอย่างที่ไม่ดีเหล่านั้น ทางออกของปัญหานี้ อยู่ที่ พ่อแม่ ผู้ปกครอง และโรงเรียน ที่จะคอย พัฒนาความรู้ ความสามารถ พัฒนาสติปัญญา และ พัฒนาพฤติกรรมในอย่างที่เราอยากให้เป็น โครงการเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในโรงเรียน จึงเป็นคำตอบของปัญหานี้ สิ่งสำคัญอยู่ที่โครงการนี้จะทำจริงจังแค่ไหน หรือเพียงแค่ทำตามนโยบายของกระทรวงศึกษา ของนักคิด นักการศึกษา ที่ออกแบบมา แต่ไม่ได้ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง ผลที่คาดหวังก็จะเกิดเป็นจริงเป็นจังได้ยากเย็น โครงการเสริมสร้างคุณธรรมและจริยธรรมในโรงเรียน จึงเป็นความหวังที่จะทำให้สังคมไทย ได้พลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคต ดังนั้น ทุกภาคส่วนควรให้ความสำคัญ และกำหนดเป็นนโยบายหลักของประเทศ และต้องสนับสนุนอย่างเต็มที่ และสิ่งสำคัญที่สุดคือ พ่อแม่ ผู้ปกครอง คุณครู และผู้ใหญ่ทั้งหลาย ในบ้านเมืองนี้ ต้องปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ตราบใดที่เรายังมีต้นแบบแย่ๆ มีตัวอย่างที่สร้างปัญหาให้กับสังคมไทย เราก็ไม่อาจพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เป็นพลเมืองที่ดีในอนาคตได้ มาช่วยกันเถิดครับ สังคมไทยจะดีขึ้นอย่างแน่นอน
ด้วยความปรารถนาดีในธรรม
จาก นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มธรรมรักษ์
ตู้ ปณ.๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
ด้วยความปรารถนาดีในธรรม
จาก นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มธรรมรักษ์
ตู้ ปณ.๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
๗๘ ปี ประชาธิปไตยไทย คนไทยยังไร้สิทธิเสรีภาพอย่างแท้จริง
หากจะกล่าวว่า ช่วงเวลา ๗๘ ปี ของอายุคน นั้นนับว่านานมากทีเดียว แต่ถ้ามองเรื่อง พัฒนาการทางการเมือง เมื่อเทียบกับประเทศต่างๆ ในโลกนี้ ถือได้ว่า ระบอบประชาธิปไตยของไทย นั้นยังเพียงเริ่มมีพัฒนาการเท่านั้น ยังไม่ถือว่า เป็นประชาธิปไตยโดยแท้ สาเหตุหลักที่แท้จริงของปัญหาการพัฒนาการทางการเมือง คือ คุณภาพของพลเมืองไทย ทั้งเรื่องการศึกษา แนวคิด และค่านิยม อันเป็นจุดที่คอยฉุดรั้ง ไม่ให้ ประชาธิปไตยไปไกลกว่านี้ โดยเฉพาะการที่ นักการเมือง ข้าราชการ ที่มีความสำนึกในหน้าที่ ต่อบ้านเมืองมีน้อยมาก (หากเปรียบเทียบกับ นักการเมือง และข้าราชการที่ปฏิบัติไม่ซื่อตรงต่อหน้าที่ ไม่ทำประโยชน์ต่อบ้านเมืองโดยหวังแต่ผลประโยชน์ของตนเองและพวกพ้องนับว่ามีมากมายนัก)
เราต้องยอมรับความจริงว่า สังคมไทย มีนักการเมือง และข้าราชการที่ นอกจากไม่สำนึกต่อหน้าที่แล้ว ยังใช้อำนาจหน้าที่ ไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง และพวกพ้อง นั้นมีเป็นจำนวนมาก โดยมักอ้างการทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนอยู่เสมอ เรามักจะโทษแต่ประชาชนว่า ไร้สติปัญญา ไร้ความคิด ชักจูงง่าย และเอาประโยชน์เพียงเล็กน้อยมาเป็นเหยื่อล่อ (ดูจากผลการเลือกตั้ง การซื้อสิทธิ์ ขายเสียง) ก็ได้คะแนนสนับสนุนแล้ว
ซึ่งหากเราจะกล่าวโทษกันจริงๆ ก็ต้องไปกล่าวโทษ ระบบการศึกษาของไทย ทั้งๆ ที่ระบบการศึกษาไทย มีพัฒนาการมามากกว่า ร้อยปี แต่ทำไม ความฉลาด มีสติปัญญา คิดเองได้ และเป็นตัวของตัวเอง มีไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประชากรของประเทศ ระบบการศึกษาไทย ที่ครอบงำ มายาคติ แม้แต่นักการศึกษา ซึ่งมีหน้าที่สร้างภูมิปัญญาให้สังคม ยังคิดไม่ได้เลย ทุกวันนี้ นักการศึกษา มองแต่เรื่องผลประโยชน์ของตนเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงบประมาณ การแย่งชิง เงินค่าวิทยฐานะ สร้างผลงานทางการศึกษา กันอย่างมากมาย แต่กลับมีคุณภาพของเด็ก และเยาวชนที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ อย่าเอาเยาวชน ที่สร้างผลงานทางวิชาการ ไปแข่งขันในเวทีต่างๆ แล้วชนะ หรือ เด็กที่เป็นเลิศทางวิชาการ มาอ้างเลย เพราะมันเทียบจำนวนไม่ได้ กับเด็ก ที่มีคุณภาพต่ำ เกเร ไม่สนใจการเรียน ติดเกมส์ มั่วสุม สร้างปัญหาให้พ่อแม่ รวมทั้ง ท้องตั้งแต่ยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ (ดูจากข่าว การแอบทำแท้งก็ได้) ว่ามันมากมายสักเพียงใด
สังคมไทยมักจะหาคำตอบ โดยการถามว่า ใครต้องรับผิดชอบ ใครมีหน้าที่ในการแก้ปัญหา ทั้งๆที่ ปัญหานี้ เป็นหน้าของประชาชนไทยทุกคน ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง ทุกคนต้องมีจุดเริ่มต้น ที่ต้องคิดว่า ต้องทำดีเพื่อตนเอง และเพื่อบ้านเมือง และไม่สร้างปัญหาให้สังคมต้องเดือดร้อน ถ้าคนไทยคิดดีได้ ทุกอย่างก็จะตามมาเอง เมื่อคนคิดดีไม่ได้ ปัญหาจึงมีอยู่ตลอดไป
ดังนั้น การที่ประเทศไทย จะมีประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ไม่ได้หมายความว่า คนไทยต้อง ฉลาดล้ำ เท่าชาติตะวันตก เราคิดเองได้ การมีประชาธิปไตยที่แท้จริง คือ การส่งเสริมให้คนไทย รู้จักคิดที่จะทำความดี ละเว้นที่จะกระทำความชั่วร้าย ทั้งหลายทั้งปวง การอ้าง ว่า คนนั้นเขาทำผิดยังไม่เป็นอะไรเลย นั้นแหละ คือการคัดลอก พฤติกรรมของความเลวร้ายไว้แล้ว การทำชั่ว แล้วจับได้ไล่ไม่ทัน คนไทยจึงชอบเรียนแบบ ชอบที่จะกระทำตาม หากเปรียบได้กับ ไวรัสตัวร้าย ที่จะคัดลอกตัวเอง แล้วขยายไปอย่างรวดเร็ว และยากที่จะกำจัด ใครก็ตามที่กระทำผิด แล้วไม่สามารถได้รับการลงโทษ มักจะได้รับการกล่าวว่า เป็นคนเก่ง เป็นคนมีความสามารถ ที่ยุคหนึ่ง มีผู้นำระดับประเทศ กล่าวว่า ถ้าคิดว่าทำผิด ก็ไปหาใบเสร็จมา ฟังแล้วดูน่าเศร้าใจ ขนาดผู้ที่ต้องดูแลบ้านเมืองยังคิดได้ขนาดนี้ แล้วคนในสังคมไทยจะคิดไม่ได้อย่างไรกัน
สิ่งที่อย่างเรียกร้อง มากกว่า ประชาธิปไตยเต็มใบ (ที่เรามักเรียกร้องกัน) คือ จิตสำนึกแห่งการทำความดี จิตสำนึกต่อการทำเพื่อบ้านเมือง หากสองสิ่งนี้เกิดได้ ในสมองของคนไทย ประชาธิปไตยเต็มใน นั้นเป็นเรื่อง ง่ายมากๆๆ อย่างแท้จริง
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
ชมรมคลังปัญญา
ตู้ ปณ.๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
เราต้องยอมรับความจริงว่า สังคมไทย มีนักการเมือง และข้าราชการที่ นอกจากไม่สำนึกต่อหน้าที่แล้ว ยังใช้อำนาจหน้าที่ ไปในทางแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง และพวกพ้อง นั้นมีเป็นจำนวนมาก โดยมักอ้างการทำเพื่อประโยชน์ของประชาชนอยู่เสมอ เรามักจะโทษแต่ประชาชนว่า ไร้สติปัญญา ไร้ความคิด ชักจูงง่าย และเอาประโยชน์เพียงเล็กน้อยมาเป็นเหยื่อล่อ (ดูจากผลการเลือกตั้ง การซื้อสิทธิ์ ขายเสียง) ก็ได้คะแนนสนับสนุนแล้ว
ซึ่งหากเราจะกล่าวโทษกันจริงๆ ก็ต้องไปกล่าวโทษ ระบบการศึกษาของไทย ทั้งๆ ที่ระบบการศึกษาไทย มีพัฒนาการมามากกว่า ร้อยปี แต่ทำไม ความฉลาด มีสติปัญญา คิดเองได้ และเป็นตัวของตัวเอง มีไม่ถึงครึ่งหนึ่งของประชากรของประเทศ ระบบการศึกษาไทย ที่ครอบงำ มายาคติ แม้แต่นักการศึกษา ซึ่งมีหน้าที่สร้างภูมิปัญญาให้สังคม ยังคิดไม่ได้เลย ทุกวันนี้ นักการศึกษา มองแต่เรื่องผลประโยชน์ของตนเองทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น เรื่องงบประมาณ การแย่งชิง เงินค่าวิทยฐานะ สร้างผลงานทางการศึกษา กันอย่างมากมาย แต่กลับมีคุณภาพของเด็ก และเยาวชนที่ตกต่ำลงเรื่อยๆ อย่าเอาเยาวชน ที่สร้างผลงานทางวิชาการ ไปแข่งขันในเวทีต่างๆ แล้วชนะ หรือ เด็กที่เป็นเลิศทางวิชาการ มาอ้างเลย เพราะมันเทียบจำนวนไม่ได้ กับเด็ก ที่มีคุณภาพต่ำ เกเร ไม่สนใจการเรียน ติดเกมส์ มั่วสุม สร้างปัญหาให้พ่อแม่ รวมทั้ง ท้องตั้งแต่ยังไม่สามารถเลี้ยงตัวเองได้ (ดูจากข่าว การแอบทำแท้งก็ได้) ว่ามันมากมายสักเพียงใด
สังคมไทยมักจะหาคำตอบ โดยการถามว่า ใครต้องรับผิดชอบ ใครมีหน้าที่ในการแก้ปัญหา ทั้งๆที่ ปัญหานี้ เป็นหน้าของประชาชนไทยทุกคน ไม่ใช่หน้าที่ของคนใดคนหนึ่ง ทุกคนต้องมีจุดเริ่มต้น ที่ต้องคิดว่า ต้องทำดีเพื่อตนเอง และเพื่อบ้านเมือง และไม่สร้างปัญหาให้สังคมต้องเดือดร้อน ถ้าคนไทยคิดดีได้ ทุกอย่างก็จะตามมาเอง เมื่อคนคิดดีไม่ได้ ปัญหาจึงมีอยู่ตลอดไป
ดังนั้น การที่ประเทศไทย จะมีประชาธิปไตย อย่างแท้จริง ไม่ได้หมายความว่า คนไทยต้อง ฉลาดล้ำ เท่าชาติตะวันตก เราคิดเองได้ การมีประชาธิปไตยที่แท้จริง คือ การส่งเสริมให้คนไทย รู้จักคิดที่จะทำความดี ละเว้นที่จะกระทำความชั่วร้าย ทั้งหลายทั้งปวง การอ้าง ว่า คนนั้นเขาทำผิดยังไม่เป็นอะไรเลย นั้นแหละ คือการคัดลอก พฤติกรรมของความเลวร้ายไว้แล้ว การทำชั่ว แล้วจับได้ไล่ไม่ทัน คนไทยจึงชอบเรียนแบบ ชอบที่จะกระทำตาม หากเปรียบได้กับ ไวรัสตัวร้าย ที่จะคัดลอกตัวเอง แล้วขยายไปอย่างรวดเร็ว และยากที่จะกำจัด ใครก็ตามที่กระทำผิด แล้วไม่สามารถได้รับการลงโทษ มักจะได้รับการกล่าวว่า เป็นคนเก่ง เป็นคนมีความสามารถ ที่ยุคหนึ่ง มีผู้นำระดับประเทศ กล่าวว่า ถ้าคิดว่าทำผิด ก็ไปหาใบเสร็จมา ฟังแล้วดูน่าเศร้าใจ ขนาดผู้ที่ต้องดูแลบ้านเมืองยังคิดได้ขนาดนี้ แล้วคนในสังคมไทยจะคิดไม่ได้อย่างไรกัน
สิ่งที่อย่างเรียกร้อง มากกว่า ประชาธิปไตยเต็มใบ (ที่เรามักเรียกร้องกัน) คือ จิตสำนึกแห่งการทำความดี จิตสำนึกต่อการทำเพื่อบ้านเมือง หากสองสิ่งนี้เกิดได้ ในสมองของคนไทย ประชาธิปไตยเต็มใน นั้นเป็นเรื่อง ง่ายมากๆๆ อย่างแท้จริง
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
ชมรมคลังปัญญา
ตู้ ปณ.๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐
สังคมไทยป่วยไข้ เพราะไม่รู้จักใช้ยาดี
ผมว่าเป็นปัญหาที่หนักมากๆ จริงๆ เป็นปัญหาที่มาพร้อมกับความเจริญทางเทคโนโลยี แต่เป็นปัญหาของคนที่ตามเทคโนโลยีไม่ทัน (เทคโนโลยีที่เหมาะสม) ยิ่งเจริญมาก มนุษย์กลับยิ่งเสือมทรามลงมาก ดูตัวอย่าง เช่น สังคมในอเมริกา ที่มีความเจริญระดับผู้นำของโลก แต่กลับมีสถิติ การทำแท้งสูงอันดับต้นๆ ของโลกเช่นกัน (จะว่าเป็นที่หนึ่งก็คงไม่ผิดนัก) ประเทศไทยของเรากำลังวิ่งตามก้นอเมริกาไปติดๆ ปัญหาสำคัญมาจากจุดเริ่มต้นที่ครอบครัว (ครอบครัวอีกแล้ว) ถึงรัฐจะเข้มงวด จับกุม ห้ามปรามเท่าใด ผมคิดว่าปัญหาคงไม่ลดลง การเยียวยาสังคมจึงจำเป็นมาก เพราะสังคมป่วยไข้ คนไทยจึงมีแต่ความทุกข์ ยาดีที่สุดคือ หลักธรรมในการดำเนินชีวิต จะเป็นยาดีที่รักษาแล้วหายขาด ปัญหามีจึงมีอยู่ว่า จะทำอย่างไรให้คนไทย (ที่ป่วยไข้ทางสังคม) ยอมที่จะกินยาดีนี้ แม้จะเป็นยาขมสำหรับหลายๆ คน ก็ต้องให้กินให้ได้ (หรืออาจต้องใช้การฉีดเข้าเส้น : การรณรงค์ในหลักธรรมอย่างจริงจัง) หากสังคมของคนไทยส่วนใหญ่ยึดถือหลักธรรม (อย่างแท้จริง) ผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามจำนวนน้อยก็จะคล้อยตามเข้ามาเอง แต่ในความเป็นจริง คนไทยส่วนใหญ่ละเลยกินยาดีนี้ หันไปกินยาฝรั่ง กินจนจะกลายเป็นบ้ากันไปหมด
สรุปว่า การรณรงค์ให้คนไทยมาใส่ใจใน หลักธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นความจำเป็นอันดับแรก อย่าเพียงเป็นชาวพุทธเฉพาะรูปแบบ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในบ้านเมือง มีงานเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จัดงานใหญ่โต หมดเงินหมดทองมหาศาล กราบไหว้ เวียนเทียนกันอย่างมโหฬาร แต่ในที่สุดก็โกงบ้านโกงเมืองกันสนั่นแตก ดูในสภาซิครับ จะมีตัวอย่างของชาวพุทธแท้สักกี่คน ใช้ปิยะวาจา ให้เด็กๆ ดูกัน อย่างน่าอายที่สุด แล้วอย่างนี้สังคมไทยจะหายป่วยไข้ได้อย่างไรกัน เพราะผู้ใหญ่ของบ้านเมืองยังไม่ยอมที่จะกินยาดีกันเลย ต้องรอให้สังคมไทยเป็นมะเร็งในที่สุดนั่นแหละ จะได้เผากันเสียที เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้
ด้วยความปรารถนาดีในธรรม
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มธรรมรักษ์
ปล. ผมอาจแสดงความคิดเห็นที่แรงไปบ้าง ต้องขอประทานอภัย แต่สิ่งนี้ก็คือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ผมอยากเห็นคนไทยใส่ใจในหลักธรรม ปัญหาต่างๆ มากมาย ก็จะผ่อนคลายไปในที่สุดครับ
สรุปว่า การรณรงค์ให้คนไทยมาใส่ใจใน หลักธรรมของพระพุทธศาสนา เป็นความจำเป็นอันดับแรก อย่าเพียงเป็นชาวพุทธเฉพาะรูปแบบ โดยเฉพาะผู้ใหญ่ในบ้านเมือง มีงานเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา จัดงานใหญ่โต หมดเงินหมดทองมหาศาล กราบไหว้ เวียนเทียนกันอย่างมโหฬาร แต่ในที่สุดก็โกงบ้านโกงเมืองกันสนั่นแตก ดูในสภาซิครับ จะมีตัวอย่างของชาวพุทธแท้สักกี่คน ใช้ปิยะวาจา ให้เด็กๆ ดูกัน อย่างน่าอายที่สุด แล้วอย่างนี้สังคมไทยจะหายป่วยไข้ได้อย่างไรกัน เพราะผู้ใหญ่ของบ้านเมืองยังไม่ยอมที่จะกินยาดีกันเลย ต้องรอให้สังคมไทยเป็นมะเร็งในที่สุดนั่นแหละ จะได้เผากันเสียที เอวังก็มีด้วยประการละฉะนี้
ด้วยความปรารถนาดีในธรรม
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มธรรมรักษ์
ปล. ผมอาจแสดงความคิดเห็นที่แรงไปบ้าง ต้องขอประทานอภัย แต่สิ่งนี้ก็คือความจริงที่เกิดขึ้นในสังคมไทย ผมอยากเห็นคนไทยใส่ใจในหลักธรรม ปัญหาต่างๆ มากมาย ก็จะผ่อนคลายไปในที่สุดครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)