วันพฤหัสบดีที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2553

ข้าราชการคือต้นเหตุที่ทำให้เมืองไทยมีปัญหา

หากจะกล่าวว่า ข้าราชการ คือกลไกของรัฐที่จะขับเคลื่อนประเทศไทยไปข้างหน้า แต่การขับเคลื่อนประเทศไทยที่ผ่านมาไม่อาจเป็นไปได้อย่างที่ควรจะเป็น ปัญหาต่างๆ ในสังคมไทยมีมากมาย ผู้ที่มีหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาต่างๆ เหล่านั้น ก็หาได้มีจิตสำนึกต่อหน้าที่ในการแก้ไขปัญหาต่างๆให้คลี่คลายไม่ คิดแต่จะแสวงหาประโยชน์ให้ตนเองและพวกพ้อง บนพื้นฐานของปัญหา พูดง่ายๆ ก็คือแทนที่จะแก้ไขปัญหา กับใช้ความสามารถในการคดโกงทุกรูปแบบ และสร้างปัญหาให้พอกพูนมากขึ้น เราต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมา ข้าราชการไทยมีการทุจริต คอรัปชั่น คดโกงทุกรูปแบบตลอดมา ที่จับได้ไล่ทันมีนิดน้อย ที่จับไม่ได้ไล่ไม่ทันมีอีกมากมายนัก คำพูดที่ว่าไปหาใบเสร็จมา (หาหลักฐานในการโกง) นั้นมันยากเย็นแสนเข็น หากสมมุติว่า ข้าราชการไทยซื่อสัตย์ ไม่คดโกง ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความถูกต้อง (เป็นส่วนมาก) ประเทศไทยของเราคงจะเจริญก้าวหน้ากว่านี้มากมายนัก การโทษมักการเมืองว่าทุจริต คอรัปชั่น ขอถามกลับว่า ถ้าข้าราชการไม่ให้ความร่วมมือ นักการเมืองขี้โกงทั้งหลายจะทำอะไรได้ แต่ที่ผ่านมา ทั้งร่วมมือ ทั้งสนับสนุน ทั้งลงมือกระทำการคดโกงด้วยตนเองทั้งสิ้น บอกได้เลยว่า โกงกันเกือบทุกหน่วยงาน ทางออกของปัญหานี้อยู่ที่จิตสำนึก หากข้าราชการ (เป็นส่วนมาก) ปฏิบัติหน้าที่ด้วยซื่อสัตย์ ไม่คดโกง ไม่เห็นแก่พวกพ้อง เอาความถูกต้องเป็นที่ตั้ง ปฏิบัติงานตามหน้าที่เพื่อประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ (มากกว่าการทำเพื่อประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม) รับรองได้เลยว่า ไม่ว่าปัญหานั้นจะยากเย็นสักเพียงใดก็จะสามารถแก้ไขได้ในที่สุด นอกเสียจากว่า ข้าราชการทั้งหลาย ไม่ใช่ข้าของราชการ ไม่ใช่ ข้าของแผ่นดิน เป็นแต่เพียงตัวเหลือบ เป็นเห็บของสังคมไทย ที่จะคอยเอาแต่ดูดเลือด หาได้มีคุณค่าต่อสังคมไม่ หากสังคมไทยยังปล่อยให้ เหลือบ และเห็บของสังคมแพร่พันธุ์มากยิ่งๆ ขึ้นไป สังคมไทยก็ยังคงต้องพบกับปัญหาต่างๆ ตลอดไปไม่มีวันจบสิ้น เลิกทำตัวเป็น เหลือบและเห็บของสังคมเสียที เพื่อสังคมไทยจะได้เจริญก้าวหน้าไปมากกว่านี้
ด้วยความปรารถนาดีจาก
กลุ่มประสานงานเพื่อการพัฒนาชุมชน
ตู้ ปณ.๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐

วันอาทิตย์ที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2553

บทพิสูจน์ฝีมือรัฐบาล

จากเหตุการณ์ชุมนุมของชาวเสื้อแดง จนกระทั่งเกิดการปะทะ ระหว่างผู้ชุมนุมและเจ้าหน้าที่ของรัฐ เป็นการแสดงให้เห็นถึงความไร้ประสิทธิภาพของเจ้าหน้าที่รัฐและรัฐบาล ที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ รวมทั้งยังปล่อยให้เหตุการณ์ยืดเยื้อไปโดยไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุดเมื่อใด ปัญหาความไม่เป็นเอกภาพของรัฐบาล ปัญหาการไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้ใต้บังคับบัญชา โดยเฉาะผู้นำในกองทัพ ไม่อาจใช้ความรู้ความสามารถ รวมทั้งเครื่องมือ กลไกของรัฐเข้ามาจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ประชาชนเสียภาษี และงบประมาณจำนวนมหาศาลไปกับบุคคลเหล่านี้ แต่ก็ไม่สามารถที่จะทำงานให้คุ้มค่ากับสิ่งตอบแทนที่เขาเหล่านั้นได้รับ ความกล้าๆกลัวๆทำให้ตัดสินใจอะไรเด็ดขาดไม่ได้ ปล่อยให้ผู้ชุมนุมเหิมเกริม ทำตามอำเภอใจ ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย การอ้างสิทธิเสรีภาพของผู้ชุมนุม โดยการกระทำที่สร้างความเดือดร้อนให้กับบ้านเมือง ถูกต้องแล้วหรือ หากปล่อยอย่างนี้ต่อไป ก็จะทวีความรุนแรงและเสียหายมากขึ้น สำนวนที่ว่า ตัดไฟแต่ต้นลม นำมาใช้ในกรณีนี้ไม่ได้ (เพราะไม่รู้วิธีที่จะใช้ ทั้งๆที่มีสมองดีๆอยู่ในรัฐบาล และกองทัพตั้งมากมาย แต่ก็ล้วนเป็น อัมพฤกษ์ อัมพาต กันไปหมด) ความจริงการใช้กำลังกองทัพที่มีอยู่ ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นการใช้กำลัง กับประชาชน แต่การใช้กำลังของกองทัพ ต้องใช้ในเชิงยุทธวิธี ที่สามารถแยกมวลชนออกจากกัน ละลายความเข้มแข็งของผู้ชุมนุม ซึ่งมีอยู่ตั้งหลายวิธี การใช้ลวดหนามวางให้รอบบริเวณผู้ชุมนุม เป็นชั้นๆ การไม่ให้เจ้าหน้าที่ประชิดผู้ชุมนุม การบล็อกผู้ชุมนุมออกเป็นส่วนๆ ลดพื้นที่การรวมตัวของผู้ชุมนุม จะทำให้การจัดการง่ายขึ้น การเตรียมสถานที่สำหรับการขนย้ายผู้ชุมนุมออกจากบริเวณที่ชุมนุม ได้มีการวางแผนและเตรียมการไว้หรือไม่ พอผู้ชุมนุมรุก เจ้าหน้ารัฐก็ถอยร่น โดยอ้างว่ากลัวจะเกิดความรุนแรง แสดงให้เห็นว่าเจ้าที่รัฐไม่อาจตรึงพื้นที่ที่สำคัญได้ มีการยิงระเบิดชนิดต่างๆเข้าไปทำเนียบรัฐบาล แสดงให้เห็นถึงความอ่อนแอของเจ้าหน้าที่รัฐ และกองทัพ ขนาดพื้นที่เล็กๆเท่านี้ยังไม่อาจรักษาได้ จะมีปัญญาอะไรไปปกป้องประเทศ ประชาชนฝากชีวิตไว้กับคนไร้ประสิทธิภาพอย่างนี้ ถือได้ว่า ประชาชนชาวไทยมีโชคชะตาที่แย่สุดๆ บทสุปก็คือ หากรัฐบาลไม่สามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ และไม่สามารถควบคุมความสงบสุขให้เกิดขึ้นได้ หากผู้ชุมนุมยังคงชุมนุมได้ต่อไป (ทั้งที่หมดความชอบธรรมในการชุมนุมแล้ว) เตรียมใจไว้เถอะว่ารัฐบาลนี้อยู่ไม่ได้อย่างแน่นอน มวลชนอีกจำนวนมากก็จะต้องออกมา ความเลวร้ายก็จะเกิดขึ้นในสังคมไทย ความกล้าหาญที่จะจัดการกับปัญหา ไม่ได้หมายความว่าคุณเป็นเผด็จการ เพราะรัฐบาลอยู่ในฐานะผู้รับผิดชอบต่อบ้านเมือง พวกนักสันติวิธีทั้งหลายที่ออกมาพูดว่าอย่าใช้ความรุนแรง มีปัญญาไปพูดกับผู้ชุมนุมหรือไม่ ห้ามไม่ให้ผู้ชุมนุมหยุดทำร้ายบ้านเมืองได้หรือไม่ การแสดงออกของนักสันติวิธีก็เป็นเพียงการสร้างภาพให้ดูดีเท่านั้น แต่ไม่มีปัญญาในการจัดการกับปัญหา ถือว่าข้อเรียกร้องไร้ประโยชน์ ธรรมชาติของมนุษย์ ผู้ที่ไม่อยู่ในกฎกติกาของสังคม ผู้ที่ทำร้ายสังคมก็ต้องถูกดำเนินการตามกฎกติกาของสังคมนั้นๆ เพื่อปกป้องสิทธิประโยชน์ของคนส่วนใหญ่ ผู้ชุมนุมมีจำนวนเพียงไม่ถึง ๐.๐๑ เปอร์เซ็นต์ของคนทั้งประเทศ จะทำตามใจตนเองโดยไม่สนใจสิทธิของคนอื่นๆได้อย่างไรกัน หากผู้ชุมนุม ชุมนุมด้วยความสงบ และไม่สร้างความเดือดร้อนให้กับสังคม รัฐบาลก็จะทำอะไรกับผู้ชุมนุมไม่ได้ แต่ผู้ชุมนุมก้าวข้ามความถูกต้อง จึงเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ถ้ารัฐบาลแก้ปัญหาไม่ได้ ก็ถือว่าคนไทยโชคร้ายที่จะต้องพบ วิกฤตการณ์ในอนาคตอย่างแน่นอน
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มประสานงานเพื่อการพัฒนาชุมชน
ตู้ ปณ. ๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐

วันจันทร์ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2553

ผู้ปกครองกับการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็ก

หากท่านเป็นผู้ที่มีเด็กในการปกครอง ไม่ว่าจะเป็นลูกของท่านเอง หรือหลานๆ รวมทั้ง เด็กรอบๆ ตัวของท่าน จะเห็นได้ว่าในสังคมไทยเวลานี้ ดูเหมือนว่าได้พัฒนาไปก้าวไกลกว่าตอนสมัยที่ท่านเป็นเด็ก แต่ท่ามกลางกระแสแห่งวัตถุนิยมในปัจจุบัน กลับเป็นผลให้เด็กมีคุณภาพทางจิตใจที่ตกต่ำลงมาก อันเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นสิ่งยั่วยุต่างๆ สื่อสิ่งพิมพ์ที่ผลิตออกมาอย่างไร้การควบคุม ขาดจิตสำนึกที่ดีต่อสังคม มุ่งเน้นไปในทางเสื่อมจิตใจ ภาพยนต์ที่สะท้อนแต่ความรุนแรงและยั่วยุทางกามรมณ์ เกมส์คอมพิวเตอร์ที่ทำให้เด็กหลงใหลจนแทบจะทิ้งตำรา หรือโอกาสในการแสวงหาความรู้ สิ่งที่เกิดขึ้นเวลานี้หากจะโทษตัวเด็กก็คงไม่ถูกต้องนัก เพราะสิ่งเหล่านี้เกิดจากความพยายามยัดเยียดสิ่งที่ไม่ดีของผู้ใหญ่ทั้งสิ้น ภาพตัวอย่างของผู้ใหญ่ที่แสดงออกมา ไม่ว่าจะเป็น ความกร้าวร้าว การใช้ความรุนแรงในการแก้ปัญหา ความหลงใหลในเหตุแห่งความเสื่อมต่างๆ การติดการพนัน การดื่มสุรา และสิ่งเสพติดต่างๆ ความชอบเที่ยวกลางคืน และสิ่งที่เป็นอบายมุขทุกรูปแบบ หากเราเที่ยวพร่ำสอนให้เด็กประพฤติปฏิบัติตนให้เป็นคนดี แต่เราไม่อาจลบภาพของผู้ใหญ่ที่เป็นต้นเหตุแห่งความเสื่อมทรามนั้นได้ เราจะคาดหวังให้สังคมของเราดีขึ้นได้อย่างไร สิ่งที่อยากจะเรียกร้องในเวลานี้ คือ ภาพของผู้ใหญ่ที่เป็นตัวอย่างที่ดีในสังคม ภาพของ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ที่ให้ความสำคัญกับเด็กมากขึ้น จำเป็นต้องหันมาเอาใจใส่ ดูแลบุตรหลานของท่านอย่างใกล้ชิด คอยควบคุมพฤติกรรม ให้ประพฤติปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ดีงาม และพยายามลด หรือแยกสิ่งที่เป็นสาเหตุแห่งความเสื่อมทรามในรูปแบบต่างๆ ออกไปจากตัวเด็ก ย่อมจะทำให้เด็กได้รับแต่สิ่งที่ดี และปัญหาต่างๆ จะลดลง
อย่าเพียงแต่คอยคาดหวังให้เป็นหน้าที่ของโรงเรียน ที่จะคอยพร่ำสอนเท่านั้น แม้โรงเรียนจะเป็นแหล่งให้ความรู้ และอบรมพฤติกรรม ให้เด็กเป็นพลเมืองที่ดีในอนาคต แต่ผู้ปกครองจะต้องมีส่วนร่วมที่สำคัญ และให้ความร่วมมือกับทางโรงเรียน ที่จะขัดเกลาหล่อหลอมให้เด็กๆ มีจิตสำนึกที่ดี มีพฤติกรรมที่สร้างสรรค์ เพราะเราเชื่อมั่นว่า ความพยายามจากทุกๆ ฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ย่อมจะทำให้เด็กๆ ไปสู่เป้าหมายที่เราต้องการ และปัญหาต่างๆ ก็จะหมดไปในที่สุด
ด้วยความปรารถนาดีจาก
ชมรมคลังปัญญา
นายสุรศักดิ์ ญาณประสาท
ตู้ ปณ.12 ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ 10700

วันอาทิตย์ที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2553

สุขภาพกับการศึกษา

มนุษย์ทุกคนที่เกิดมา นอกจากจำเป็นต้องอาศัยปัจจัยสี่ประการ ในการดำรงชีพแล้ว ยังมีอีกปัจจัยหนึ่งที่มีความสำคัญต่อชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง คือ การศึกษา เพราะมนุษย์ไม่อาจมีชีวิตที่เป็นปกติสุขได้ หากขาดซึ่งการศึกษา แต่การศึกษาในที่นี้ ไม่ได้หมายความถึงเฉพาะการศึกษาในระบบเท่านั้น เพราะปรัชญาของการศึกษาที่แท้จริง คือ การแสวงหาความรู้ทุกชนิดที่จะทำให้มนุษย์สามารถมีชีวิตอยู่ได้ สามารถที่จะพัฒนาคุณภาพของชีวิตให้มีความเจริญงอกงาม รวมทั้งการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข แต่การมุ่งแสวงหาความรู้เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่อาจนำความรู้นั้นไปก่อให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและสังคมได้ ก็เท่ากับว่าเป็นการเสียโอกาสทางการศึกษา การศึกษาที่ดีย่อมจะต้องพัฒนาให้เป็นมนุษย์สมบูรณ์ ทั้งร่างกายและจิตใจ ต้องทำให้สังคมอยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งเป็นเป้าหมายของการศึกษาอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่ต้องอยู่ควบคู่ไปกับการศึกษา ก็คือ การมีสุขภาพกายและจิตใจที่ดี เพราะเมื่อมนุษย์มีสุขภาพกายที่ดี มีจิตใจที่แจ่มใส จะทำให้มนุษย์สามารถคิดและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ อันเป็นคุณประโยชน์แก่สังคมของมนุษย์ได้อีกมากมาย แต่ถ้ามนุษย์เรามีสุขภาพที่เสื่อมโทรม ร่างกายขาดการเอาใจใส่อย่างถูกวิธี มีจิตใจที่ขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลา ยากนักที่จะทำให้การศึกษาบรรลุสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้ สิ่งที่มนุษย์เราคาดหวังมากที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้นการมีชีวิตอย่างมีความสุข แต่สิ่งต่างๆ เหล่านั้นจะไม่อาจเกิดขึ้นได้เลย ถ้าเราไม่คิดที่จะแสวงหา และกระทำด้วยตัวของเราเอง ดังนั้นการก้าวเดินไปข้างหน้าแต่ละก้าว หากเรากำหนดและไปในทิศทางที่ถูกต้อง สุขภาพที่ดี ก็ทำได้ไม่ยากเกินกว่าที่มนุษย์ทุกคนจะปฏิบัติได้

ด้วยความปรารถนาดีจาก
ชมรมคลังปัญญา

สังคมแห่งการเรียนรู้ คุณภาพที่แตกต่าง

มนุษย์แสวงหาความรู้ก็เพื่อบำบัดความต้องการของตนเอง การเรียนรู้จึงเป็นหนทางของการดำรงชีวิตอย่างมีคุณภาพ หากมนุษย์ปราศจากการเรียนรู้ก็จะไม่อาจดำรงชีวิตได้อย่างปรกติ สังคมแห่งการเรียนรู้ต้องอยู่บนพื้นฐานแห่งการอยู่ร่วมกัน การแบ่งปัน และการหยิบยื่นสิ่งดีๆให้แก่กัน หากการแสวงหาความรู้เป็นไปเพื่อสนองตัณหา เพิ่มพูนกิเลส และคอยเอาเปรียบผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา ย่อมนำมาซึ่งภาวะวิกฤตแห่งการเรียนรู้ โอกาสของบุคคลที่จะได้เรียนรู้ก็จะถูกเบียดบัง ทุกวันนี้ต้องยอมรับว่า ความเหลื่อมล้ำ ทางการศึกษามีมาก การอ้างว่าเป็นเพราะปัจจัยทางเศรษฐกิจทำให้สังคมแห่งการเรียนรู้อยู่ในขอบเขตจำกัด (ฟังไม่ขึ้น) คนที่มีฐานะดีก็จะได้โอกาสมากกว่า คนที่มีฐานะยากจน โอกาสก็จะลดลง แล้วอะไรเป็นเหตุให้คนยากจนไม่ได้รับโอกาสทางการศึกษาเท่าที่ควรจะเป็น เพราะระบบการศึกษาของเราอยู่บนพื้นฐานของการแย่งชิง ไปดูสังคมของนักการศึกษาดูซิ ว่าทุกวันนี้แย่งชิงกันมากเพียงใด คุณภาพการศึกษาที่ดี เป็นเพียงภาพมายาที่สร้างขึ้นทั้งสิ้น การศึกษาไม่ได้ยกระดับคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นมากเท่าใด (คุณภาพชีวิตที่ดีเกิดได้เฉพาะบุคคลบางกลุ่มเท่านั้น) โดยภาพรวมคนไทยยังด้อยโอกาสทางการศึกษา แล้วเมื่อใดหละ ที่ประเทศของเราจะเป็นสังคมอุดมปัญญาอย่างแท้จริง ฝันไปเถอะ ถ้าพ่อแม่คุณมีรายได้ต่ำกว่าวันละ 200 บาท โอกาสทางการศึกษาของคุณก็แทบจะริบหรี่เหลือเกิน จะกินเข้าไปยังไม่มี แล้วคิดจะเรียนให้มีคุณภาพชีวิตดี บอกได้เลยว่าไม่มีทางเป็นไปได้ นอกเสียจากคุณจะมีทางลัดเท่านั้น นี่แหละสังคมไทย สังคมทุนนิยมที่ทุกคนใฝ่ฝัน แต่หาได้แบ่งปัน โอกาสทางการศึกษาอย่างแท้จริงไม่ รออีกกี่ชาติ สังคมไทยถึงจะเป็นสังคมอุดมปัญญา

ด้วยความหวังลมๆ แล้งแล้ง จาก คนไทยคนหนึ่ง

ที่อยากเห็นคนด้อยโอกาสได้รับการศึกษาที่ดี อย่างแท้จริง

ชมรมคลังปัญญา

ตู้ ปณ.๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐

วันเสาร์ที่ 3 เมษายน พ.ศ. 2553

ชมรมคลังปัญญา

ท่ามกลางสังคมที่เต็มไปด้วย เทคโนโลยี ผู้คนต่างสื่อสารข้อมูลด้วยความรวดเร็วทันสมัย ความรู้ต่างๆ ไหลท่วมท้น หากเราต้องการเสาะแสวงหาความรู้นั้นไม่ได้ยากเย็นเหมือนในอดีต กระแสทุนนิยมทำให้ผู้คนต่างต้องแย่งชิงโอกาส และผลประโยชน์กันอย่างมากมายมหาศาล จนลืมความเอื้ออาทร และการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน แม้สังคมจะเป็นสังคมอุดมปัญญา แต่ยังมีผู้คนอีกมากมายที่ขาดโอกาส ยังมีผู้คนอีกมากที่ยังหิว และยังมีอีกมากที่ไม่อาจมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ ดังนั้นสังคมอุดมปัญญาจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย ถ้าเราไม่อาจนำความรู้นั้นมาทำให้สังคมไปสู่ความสันติสุขได้ เพราะมนุษย์มีความโลภ และความเห็นแก่ตัว จึงทำให้สังคมของเราพบแต่เรื่องร้ายแรงและปัญหาทางสังคมอยู่ตลอดเวลา คนที่อยากทำสิ่งดีๆเพื่อสังคมก็ค่อยๆลดลง ทั้งๆที่มนุษย์เกิดเพิ่มมากขึ้นทุกวัน ท่ามกลางปัญหาดังกล่าว ในสังคมของเรายังมี กลุ่มบุคคลบางกลุ่ม พยายามที่จะหยิบยื่นสิ่งดีๆให้กับสังคม ปัญหามีอยู่ว่า ท่ามกลางกระแสทุนนิยมอันรุนแรง จะทำให้แนวคิดและผลงานของคนกลุ่มที่ทำประโยชน์ให้กับสาธารณะแผ่ขยายวงกว้างได้อย่างไร ในฐานะที่ผมเป็นคนตัวเล็กๆในสังคม ขอมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรมเพื่อสาธารณะโยชน์ทางสังคม เท่าที่พึงจะกระทำได้ ผมพยายามเสาะแสวงหาความรู้ และสาระ ประโยชน์ รวมทั้งเผยแพร่สาระเหล่านี้ให้กับสังคม ในนามชมรมคลังปัญญา (แม้จะเป็นกิจกรรมของคนตัวเล็กๆในสังคม) เพราะผมมีความเชื่อว่า หากสังคมจะสันติสุขได้ ต้องอาศัยความร่วมมือร่วมใจ จากทุกภาคส่วน มิใช่หน้าที่เฉพาะของคนหนึ่งคนใด แม้ว่าเป้าหมายจะยากเย็นหรือห่างไกลเพียงใด อย่างน้อยการมีจุดเริ่มต้นที่ดี ก็นับว่าน่าจะเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อสังคม และสังคมอุดมปัญญาที่แท้จริงก็จะคงเกิดขึ้นในสังคมของเราทั้งหลายได้อย่างแน่นอน

ด้วยความปรารถนาดีจาก

นายรักษ์ ชมรมคลังปัญญา

ตู้ ปณ. ๑๒ ปณ.บางอ้อ กรุงเทพฯ ๑๐๗๐๐