เรื่องร้อนแรงสำหรับสังคมไทยในเวลานี้ คงหนีไม่พ้นเรื่องการปฏิรูปประเทศไทย แม้ว่ารัฐบาลจะมีความพยายามและตั้งใจที่จะเดินหน้าโครงการดังกล่าว แต่กระแสต่อต้านก็ยังคงมองว่า เป็นเกมส์ทางการเมืองของรัฐบาลที่จะพยายามยืดอายุการบริหารประเทศให้มากที่สุด พร้อมทั้งสำทับว่าเป็นการปูทางหาเสียงก่อนที่จะมีการเลือกตั้งครั้งใหม่ในอนาคต แต่ไม่ว่าจะมองในมุมลบ หรือมุมบวก สิ่งสำคัญคงอยู่ในประเด็นที่ว่า โครงการดังกล่าวจะประสบความสำเร็จดังที่ตั้งใจไว้หรือไม่ ประชาชนในส่วนต่างๆ ของสังคมจะเข้ามามีส่วนร่วมในการปฏิรูปประเทศไทยได้อย่างไร สิ่งเหล่านี้สำคัญกว่าการเดินหน้าโดยรัฐบาลฝ่ายเดียว เมื่อมีเวทีให้แสดงความคิดเห็น ทำไมถึงไม่ใช้โอกาสนี้ กลับไปยืนตะโกนด่าทออยู่นอกเวที การปฏิรูปประเทศไทยก็คงเกิดขึ้นไม่ได้ สิ่งจำเป็นคือ
๑.รัฐบาลต้องตั้งโต๊ะให้แต่ละกลุ่มปัญหา ส่งตัวแทนเข้ามาในแต่ละเรื่อง
๒.นำมาเรียงลำดับความสำคัญ แยกแต่ละปัญหาออกเป็นกลุ่ม (ในส่วนที่เกี่ยวข้องกัน)
๓.ตั้งเวทีเสวนาอย่างจริงจัง ส่งผู้ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับปัญหา โดยเฉพาะจากภาครัฐ เข้ามาร่วมรับฟังความคิดเห็นและแนวทางการแก้ไข
๔.เมื่อได้ทางออก จัดทำเป็นข้อมูล และวางแผนการแก้ไข ตามระยะเวลาที่กำหนด
๕.ประชาชนที่ร่วมแสดงความคิดเห็น ทำการประเมินผลและติดตาม การแก้ปัญหาดังกล่าวในแต่ละเรื่อง ว่ารัฐบาลจะเดินหน้าปฏิรูปบ้านเมืองอย่างที่อวดอ้างไว้หรือไม่
หากรัฐบาลเดินหน้าตามแนวทางดังกล่าว เชื่อได้ว่าปัญหาต่างๆ รวมทั้งความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยจะลดความร้อนแรงลงในที่สุด เพราะเป็นการแก้ไขที่รากฐานของปัญหาอย่างแท้จริง นอกเสียจากรัฐบาลจะทำเพียงลิเกหน้าโรง พอเลิกวิก ก็บ้านใครบ้านมัน การปฏิรูปประเทศไทยก็คงเป็นเรื่องตลกหลอกลวงประชาชนไปวันๆ ผลที่รัฐบาลทำไม่สำเร็จไม่ต้องบอกก็รู้ว่าจะเป็นอย่างไร ต่อไปก็ไม่ต้องมาอ้างโน่นอ้างนี่ให้เสียเวลา ปล่อยให้คนที่เขามีความสามารถบริหารบ้านเมือง เข้ามาทำหน้าที่ ก็แล้วกัน
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มประสานงานเพื่อการพัฒนาชุมน
แสวงหาความรู้ สะสมภูมิปัญญา เพื่อการเผยแพร่ พัฒนาคุณภาพชีวิต ด้วยกระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพื่อสร้างสังคมอุดมสุข สังคมอุดมปัญญา
วันพุธที่ 4 สิงหาคม พ.ศ. 2553
ช่วยกันแบ่งปันความสุข เพื่อให้สังคมมนุษย์ ปลอดจากความทุกข์
แม้ธรรมชาติจะกำหนดให้มีทั้งความทุกข์และความสุข แต่เมื่อใดที่ความทุกข์เข้ามาเยือน ตัวเรากลับแทบจะทนต่อไปไม่ได้ บางคนถึงกลับตัดสินใจที่จะยอมตายเพื่อพ้นจากความทุกข์นั้น แต่ในความเป็นจริงก็ไม่อาจพ้นจากความทุกข์ได้ จนกว่าจะพบทางสว่างแห่งปัญญาที่พระพุทธองค์ทรงชี้ทางไว้ แต่เมื่อเราเป็นเพียงปุถุชนธรรมดา ที่ยังมีความอยากได้ อยากมี อยากเป็น เราก็สามารถที่จะล่วงจากความทุกข์นั้นได้ อยู่ที่ว่าเราได้เคยมองคนอื่นมากกว่าตัวเราเองหรือไม่ หากเราพิจารณาอย่างไตร่ตรอง จะพบว่า คนอื่นๆ ที่มีความทุกมากกว่าเรานั้นมากมายเต็มแผ่นดิน เขาเหล่านั้นมีความทุกข์กว่าเราหลายเท่า แต่เขาก็พยายามที่จะมีชีวิตอยู่ เขาพยายามที่จะก้าวข้ามอุปสรรคนานั้นๆให้ผ่านพ้นไปได้ ตราบใดที่เรายังมีลมหายใจ เรายังอาจที่จะมีความสุขได้ ขึ้นอยู่กับว่าเราคิดที่จะสู้เพื่อมีชีวิตอยู่หรือไม่ ความทุกข์นั้นคู่กับความสุข ไม่อาจแยกกันได้ ขอเพียงเรามีชีวิตอยู่อย่างเข้าใจ แล้วอยู่เพื่อแบ่งปันความสุขให้แก่ผู้อื่น และไม่สร้างความทุกข์ให้ใครๆ ตัวเรานั้นก็จะพบแต่ความสุขตลอดไป
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มธรรมรักษ์
ด้วยความปรารถนาดีจาก
นายรักษ์ ปริกทอง
กลุ่มธรรมรักษ์
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)